Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองการที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญาและไม่ใช่เป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420ส่วนการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสี่,121 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโจทก์ก็ชอบจะได้รับค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช่ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ได้กู้ยืมเงินจาก ค. ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้หักจากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือน โจทก์ยังค้างชำระอยู่ประมาณ330,000 บาท เหตุที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพราะเมื่อหักกลบลบหนี้เงินกู้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้ ค. อยู่อีกมากและโจทก์ไม่เคยทวงถาม ดังนี้จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยสามารถจะหักกลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ ค. ได้แม้จำเลยจะไม่อาจหักกลบลบหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายของเดือนพฤศจิกายน 2541จำนวน 30,300 บาท และของวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 จำนวน8,000 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 10,300 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ส่วนค่าจ้างของวันที่ 9 ถึง 31ธันวาคม 2541 และเงินโบนัสโจทก์ไม่ได้บรรยายและขอมาในคำฟ้องโจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.พ.พ. มาตรา 582 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ป.พ.พ. มาตรา 386 ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท พร้อมกับค่าครองชีพอีกเดือนละ300 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 แต่ได้มีการขยายระยะเวลาการจ้างออกไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย และจงใจไม่จ่ายค่าจ้างค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุด้านเศรษฐกิจแต่มีการบรรจุพนักงานคนอื่นเข้าทำงานแทนและได้รับเงินเดือนสูงกว่าโจทก์ จำเลยไม่ออกหนังสือผ่านงานให้โจทก์เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 194,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ 8ธันวาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าเสียหายที่ทำละเมิดเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 4,536,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์มักแสดงกิริยาไม่สุภาพในที่ประชุม ปฏิบัติตัวเป็นนักเลง จำเลยไม่ไว้วางใจโจทก์ทางด้านการเงินและผลประโยชน์ที่โจทก์อาจมีร่วมกับบุคคลภายนอกมากระทำต่อจำเลย

ดังนั้นเมื่อจำเลยประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและเงินทุกจำนวนที่พึงได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์เสนอให้หักกับหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืม นายเคียวจิ โมชิซูกิ ประธานกรรมการของจำเลยเป็นการส่วนตัวจำเลยก็ยินยอมตามนั้น หลังจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์ก็ขออยู่สะสางงานและเก็บสัมภาระของโจทก์จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 จึงหลบหายไป สำหรับค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน2541 โจทก์ได้ขอเบิกล่วงหน้าไปจนหมดและเบิกเกินไปเท่ากับค่าจ้างช่วงวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 ด้วย จำเลยไม่ได้ติดค้างและจงใจไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงินอื่นใดแก่โจทก์ จำเลยไม่เคยขัดข้องที่จะออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้แก่โจทก์

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลอันสมควร ไม่ใช่กลั่นแกล้ง ไม่เป็นการละเมิดและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวนสูงเกินสมควร และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่มิได้กำหนดระยะเวลาวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมบูรณ์เกี่ยวกับความสามารถหรือความประพฤติของโจทก์ หรือความจำเป็นในการดำเนินการของจำเลย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแต่ไม่เป็นละเมิดจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ 10,300 บาท จำเลยระบุเหตุเลิกจ้างในคำสั่งเลิกจ้างว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบุคลากรสืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

ไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย90 วันตามมาตรา 118(2) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่ายหรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 121 จำเลยไม่ได้จงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี ตามมาตรา 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 90,900 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7ธันวาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องและจ่ายค่าจ้าง 10,300 บาท ค่าชดเชย90,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสอง การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ใช่เป็นการผิดสัญญาและไม่ใช่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ได้กระทำให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่, 121 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี และหากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ก็ชอบจะได้รับค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิใช้ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมามีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่

เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากนายเคียวจิ โมชิซูกิ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยรวม 2 ครั้ง โจทก์ตกลงผ่อนชำระโดยให้หักจากค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือนตามบันทึกกู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.1และ ล.2 ปัจจุบันโจทก์ยังค้างชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวประมาณ330,000 บาท เหตุที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์เพราะเมื่อหักกลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยอยู่อีกมากมายและโจทก์ไม่เคยทวงถาม ดังนี้จะเห็นได้ว่าจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยสามารถจะหักกลบลบหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยกับเงินกู้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยได้

เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้อยู่อีกจำนวนมาก แม้จำเลยจะไม่อาจหักกลบลบหนี้เงินกู้กับค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ก็ตามแต่พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้วยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกันส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยบอกกล่าวล่วงหน้าถูกต้องตามกฎหมาย แต่จำเลยก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคมและเงินโบนัสแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายของเงินเดือนพฤศจิกายน 2541 จำนวน 30,300 บาทและของวันที่ 1 ถึง 8 ธันวาคม 2541 จำนวน 8,000 บาท

ต่อมาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน10,300 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ซึ่งศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ส่วนค่าจ้างของวันที่ 9 ถึง 31 ธันวาคม 2541 และเงินโบนัสโจทก์ไม่ได้บรรยายและขอมาในคำฟ้อง โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2545

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 33078)

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา 49 นั้น หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร มิได้หมายความว่าถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้กระทำผิดแล้วจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้