Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะคุ้มครองป้องกันมิให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยถ้าปรากฏต่อศาลแรงงานว่าการเลิกจ้างลูกจ้างรายใดไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่เคยได้รับในขณะที่ถูกเลิกจ้างแต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ศาลแรงงานก็มีอำนาจกำหนดให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงานและตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ หรือขั้นตอนในการที่ลูกจ้างจะฟ้องเรียกค่าเสียหายไว้ การที่ศาลสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะวินิจฉัยสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวในเมื่อปรากฏว่าลูกจ้างอาจทำงานร่วมกับนายจ้างต่อไปได้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปด้วยนั้น หาใช่เป็นเหตุที่จะแสดงว่าโจทก์พอใจในการที่ถูกเลิกจ้างแล้วและจะถือว่าเป็นกรณีที่ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ การเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่ต้องพิจารณาถึงเหตุเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เลขานุการ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่า โจทก์เป็นผู้ทำให้เอกสารรายงานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าสินเชื่อรั่วไหลออกไปสู่บุคคลภายนอกด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรงเอกสารนั้นหาใช่เอกสารสำคัญเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับความเสียหายไม่ จำเลยที่ 1 เจตนากลั่นแกล้งเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังประสงค์จะทำงานกับโจทก์ต่อไปอีกขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ กับให้จำเลยเพิกถอนมติให้เลิกจ้างโจทก์ปรากฏตามรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 17/2529 และยกเลิกคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์เสียโดยออกประกาศเป็นหนังสือเวียนให้พนักงานทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้วเพราะโจทก์เป็นผู้ทำให้เอกสารสำคัญไปสู่บุคคลภายนอก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สำหรับเหตุคดีนี้แม้จะฟังได้ว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ศาลก็สั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานไม่ได้เพราะเกินคำขอ จึงไม่มีปัญหาให้ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยจะทำงานร่วมกันต่อไปได้หรือไม่ เมื่อไม่มีปัญหาดังกล่าวจึงไม่มีอะไรเป็นสิ่งกำหนดค่าเสียหายที่จะให้จำเลยชดใช้แทนได้ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ การที่โจทก์ไม่ขอให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยเท่ากับพอใจในการที่ถูกเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรยกค่าเสียหายจากจำเลยพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ ไม่ใช่กฎหมายสารบัญญัติที่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลในทางแพ่ง มาตรา 49 ให้อำนาจแก่ศาลที่กำลังพิจารณาคดีเลิกจ้างอยู่ หากปรากฏว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรม แม้จะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างได้โดยที่ลูกจ้างไม่ต้องขอมาในคำฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า คำขอท้ายฟ้องข้ามขั้นตอนเพราะไม่ได้ขอกลับเข้าทำงานเสียก่อนนั้น จึงไม่ถูกต้องเพราะว่าแม้แต่โจทก์ไม่มีคำขอศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยชอบ จึงมิใช่กรณีเกินคำขอและข้อสรุปของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ไม่ขอให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลย

เท่ากับโจทก์พอใจในการที่ถูกเลิกจ้างแล้วไม่ถูกต้อง เพราะหากเป็นจริงตามข้อสรุปโจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องนำคดีมาฟ้องทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า 'การเลิกจ้างจึงไม่เป็นธรรมทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 ต่อไปอีก'และโจทก์ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า 'การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างถ้าศาลแรงงานเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง

ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง และระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา' อันเป็นบทบัญญัติในส่วนที่ 2ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานในศาลแรงงาน แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 โดยกำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะคุ้มครองป้องกันมิให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ถ้าปรากฏต่อศาลแรงงานว่าการเลิกจ้างลูกจ้างรายใดไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานมีอำนาจตามบทบัญญัติมาตรานี้สั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่เคยได้รับในขณะที่ถูกเลิกจ้าง

แม้ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ศาลแรงงานก็มีอำนาจกำหนดให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงานและตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดหลักเกณฑ์ หรือขั้นตอนในการที่โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ การที่ศาลสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะวินิจฉัยสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวในเมื่อปรากฏว่าลูกจ้างอาจทำงานร่วมกับนายจ้างต่อไปได้ หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ อีกทั้งการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปด้วยนั้นก็หาใช่เป็นเหตุที่จะแสดงว่าโจทก์พอใจในการที่ถูกเลิกจ้างแล้วและจะถือว่าเป็นกรณีที่ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหาได้ไม่ เพราะการเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่นั้นย่อมต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 3538/2524 ระหว่างนายสมหมาย สาตรปรุง โจทก์บริษัทการบินไทย จำกัด จำเลย ที่ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นแห่งคดีตามที่ได้กำหนดไว้แล้วต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สีนวล คงลาภ · จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2541

ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาบอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้จ่ายเงินต่างๆตามสิทธิที่โจทก์จะได้รับ รวมทั้งค่าเสียหายที่จำเลย เลิกจ้างโดยผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ย่อมเป็น การเพียงพอที่จะถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3887/2528

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงาน ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและจ่ายค่าจ้างในระหว่าง ถูกเลิกจ้าง เป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9139/2553

กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอซึ่งน้อยกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แม้ตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้