คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนโจทก์ฟ้องใจความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมอบอำนาจให้เรือตรีศุภผลฟ้องคดีแทน จำนวนสำนวนแรกเช่าตึกเลขที่ 463 จำเลยสำนวนที่สองเช่าตึกเลขที่ 461 และจำเลยสำนวนที่สามเช่าตึกเลขที่ 469 ค่าเช่าเดือนละ 400 บาทต่อหนึ่งห้อง ซึ่งตึกแถวดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3997 มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกที่เช่าทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3997 พร้อมตึกที่จำเลยเช่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสำนวนและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เช่าจำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และนายบรรยงจะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่จำเลยไม่ทราบหรือไม่รับรอง
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การมอบอำนาจฟ้องจะถูกต้องหรือไม่ จำเลยไม่ทราบไม่รับรอง หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลย โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3997 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและไม่มีการจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงาน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสำนวนและบริวารออกไปจากที่ตึกแถวที่พิพาทจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยทั้งสามสำนวนฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้นำสืบนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจานุเบกษา และถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และ 1022 จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และนายบรรยงจะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่ จำเลยไม่ทราบและไม่รับรอง หาได้ต้องสู้ว่าโจทก์มิใช่นิติบุคคล และนายบรรยงมิได้กระทำการแทนโจทก์ไม่ คำให้การของจำเลยซึ่งฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมาย จึงไม่เป็นประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบส่วนการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้นจำเลยให้การว่า
จำเลยไม่ทราบไม่รับรองหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ระบุว่าให้ฟ้องจำเลยเห็นว่าจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าหนังสือมอบอำนาจมิใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 การที่จำเลยไม่ทราบไม่ใช่เหตุที่จะทำให้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เสียไป และที่จำเลยไม่รับรองก็ไม่ปรากฏเหตุผลจึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้เรือตรีศุภผลมีอำนาจบอกกล่าวฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย ผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าอาคารและผู้อยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 3997 และดำเนินคดีแทนจนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นผู้เช่าตึกแถวที่พิพาทซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเรือตรีศุภผลย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนแทนโจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่ในประเด็นที่ว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวที่พิพาทหรือไม่นั้น
โจทก์มีเรือตรีศุภผลผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารการจดทะเบียนซื้อขายว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวที่พิพาทมาตามที่โจทก์กล่าวอ้างเอกสารการจดทะเบียนซื้อขายนั้นเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือไม่ถูกต้องแห่งเอกสารจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอย่างใด แม้โจทก์มิได้นำสืบกรรมการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ หรือนำสืบผู้ขายและเจ้าพนักงานซึ่งจดทะเบียน พยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมาก็เป็นอันเพียงพอแล้วในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งตัดพยานจำเลยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสืบพยานจำเลยมาบ้างแล้วซึ่งเป็นอันเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตัดพยานจำเลยจึงหาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ