Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์เพราะโจทก์และพยานไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงถือว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบพยานโจทก์โดย อ้าง ว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัด ศาลแรงงานทำการไต่สวนตามคำร้องขอ ของโจทก์แล้ว ก็ได้ความว่าเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าว เพราะทนายโจทก์เข้าใจผิดเกี่ยวกับวันนัด ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาด ของโจทก์เอง เช่นนี้ การที่ศาลแรงงานไม่สืบพยานโจทก์เพิ่มเติม ตาม คำขอของโจทก์และได้วินิจฉัยชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานที่ ปรากฏ ใน สำนวนจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบ หาขัดต่อ บทบัญญัติ ของพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ไม่ คำเบิกความของพยานที่ยังไม่ได้ตอบคำถามค้านของคู่ความอีกฝ่ายและพยานเอกสารที่คู่ความฝ่ายนั้นอ้างส่งศาลพร้อมกับคำเบิกความ ของพยานนั้น ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟัง การสืบพยานในคดีแรงงานนั้น ศาลเป็นผู้มีอำนาจซักถามพยานตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคสอง จึงไม่มี กระบวนพิจารณา เกี่ยวกับการถามค้านพยานในวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ดังนั้น หากจำเลยประสงค์จะซักถามพยานโจทก์ซึ่งเบิกความไปแล้ว บางส่วน ก็อาจจะขออนุญาตจากศาลได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลแรงงาน มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบในวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อมา จำเลยหา ได้แถลงขอซักถามพยานโจทก์ดังกล่าวต่อไปไม่ แสดงว่าจำเลย ไม่ติดใจซักถามพยานโจทก์ปากดังกล่าวอีกต่อไปคำเบิกความของพยาน โจทก์ปากดังกล่าวย่อมสมบูรณ์และ ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้วแต่ศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้าง จำเลย ที่ 1 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ชอบ ด้วย วิธีพิจารณาศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานพิจารณา พิพากษาใหม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 27 ป.วิ.พ. มาตรา 89 ป.วิ.พ. มาตรา 243 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายหลักทรัพย์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2531 ถึงเดือนตุลาคม 2531 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทุจริตกับบุคคลภายนอกเอาหลักทรัพย์ระบุชื่อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไปหลายครั้ง มีมูลค่ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 27,038,400 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างที่ค้างนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเลิกจ้างตามกฎหมาย และให้โจทก์รับจำเลยที่ 1 กลับเข้าทำงานจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีแต่นายวุฒิกร

พินิจมั้งเป็นพยาน แต่นายวุฒิกรยังไม่ได้เบิกความตอบคำซักถามของจำเลยทั้งสองเนื่องจากศาลให้เลื่อนไปสืบพยานในนัดต่อไป ซึ่งเมื่อถึงวันนัดดังกล่าวโจทก์และนายวุฒิกรไม่มาศาล ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จึงไม่อาจรับฟังคำพยานปากนายวุฒิกรได้ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและจำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ต้องชดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1โจทก์ต้องชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือนพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 50,000บาท และเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเลิกจ้างคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1และ 2.2 ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าพยานโจทก์ปากนายวุฒิกรพินิจมั้ง เบิกความโดยมิได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังได้นั้น ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา และคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานและที่ไม่เรียกพยานมาสืบเพิ่มเติมเพื่อให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานและอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่า

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยยังไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเพียงพอ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 44 วรรคแรก และมาตรา 45วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานและอุทธรณ์ในข้อ 2.4 ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1จึงต้องจ่ายค่าจ้างจนกว่าบอกเลิกการจ้างนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานและไม่เรียกพยานมาสืบเพิ่มเติมเพื่อให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานหรือไม่ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยยังไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเพียงพอ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 44วรรคแรก และมาตรา 45 วรรคแรก

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา แต่เอกสารยังไม่พร้อม จึงเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2532กับวันที่ 16 และ 18 สิงหาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา ทั้งสามวันเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 ไม่มีการสืบพยานเพราะเอกสารไม่พร้อม

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 16 และ 18 สิงหาคม 2532 เวลา 9 นาฬิกาทั้งสองวันตามที่นัดไว้แล้ว เมื่อถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2532 โจทก์นำสืบนายวุฒิกร พินิจมั้ง พยานโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์เสร็จแล้วแต่นายวุฒิกรยังไม่ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอเลื่อนเนื่องจากเอกสารที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียก โจทก์ยังไม่ได้ส่งมา โจทก์ไม่ค้านและเพื่อส่งเอกสารให้ทันในวันนัด จึงขอยกเลิกวันนัดสืบพยานในวันที่ 18 สิงหาคม 2532ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่8 กันยายน 2532 เวลา 9 นาฬิกา และวันที่ 12 กันยายน 2532 เวลา13.30 นาฬิกา รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่16 สิงหาคม 2532 เมื่อถึงวันนัดในวันที่ 8 กันยายน 2532 โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีพยานมาศาลจำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอเลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสอง และจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลยกเลิกวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน2532 เวลา 13.30 นาฬิกา

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลย วันที่ 20 กันยายน 2532 เวลา 9 นาฬิกา และยกเลิกวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2532 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่8 กันยายน 2532 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2532 โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลเพราะทนายโจทก์สำคัญผิดว่าวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2532 เวลา 9 นาฬิกา ถูกยกเลิกไปแล้ว ขอให้ศาลแรงงานกลางทำการไต่สวน และมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบต่อไปศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ตามคำสั่งลงวันที่ 9 ตุลาคม 2532 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2532 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบอีกครั้งหนึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองได้แถลงหมดพยานแล้ว หรือศาลจะสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบในเวลาใดตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 45 ศาลแรงงานกลางได้สืบพยานจำเลยต่อไปจนเสร็จแล้วและนัดฟังคำพิพากษาวันที่25 ธันวาคม 2532 เวลา 13.30 นาฬิกา และมีคำสั่งว่าไม่เห็นสมควรเรียกพยานโจทก์มาสืบตามที่โจทก์ขอ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 ธันวาคม 2532 โจทก์ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบและไม่ให้โจทก์นำสืบพยานตามคำร้องลงวันที่ 7 ธันวาคม 2532 เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์เพราะโจทก์และพยานไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2532 เวลา 9 นาฬิกา โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบพยานโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัด ศาลแรงงานกลางทำการไต่สวนตามคำร้องขอของโจทก์แล้ว

ก็ได้ความว่าเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันที่ 8 กันยายน2532 เพราะทนายโจทก์เข้าใจผิดเกี่ยวกับวันนัด ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดของโจทก์เอง ศาลแรงงานกลางไม่สืบพยานโจทก์เพิ่มเติมตามคำขอของโจทก์และได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว หาขัดต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายวุฒิกรพินิจมั้ง พยานโจทก์เบิกความโดยมิได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้นายวุฒิกรพยานโจทก์ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์เสร็จแล้ว ยังไม่ได้ตอบทนายจำเลยถามค้าน นายวุฒิกรได้เบิกความถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ยังได้นำสืบพยานเอกสารต่าง ๆ ด้วย คำเบิกความของนายวุฒิกรที่ยังไม่ได้ตอบคำถามและพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งศาลพร้อมกับคำเบิกความของนายวุฒิกรนั้นไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบพยานในคดีแรงงานนั้น ศาลเป็นผู้มีอำนาจซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522มาตรา 45 วรรคสอง จึงไม่มีกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการถามค้านพยานในวิธีพิจารณาคดีแรงงาน หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะซักถามนายวุฒิกรก็อาจจะขออนุญาตจากศาลได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบในวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน2532 จำเลยทั้งสองก็หาได้แถลงขอซักถามนายวุฒิกรพยานโจทก์ต่อไปไม่แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักถามนายวุฒิกรพยานโจทก์อีกต่อไปคำเบิกความของนายวุฒิกรจึงสมบูรณ์และใช้เป็นพยานหลักฐานได้ศาลแรงงานกลางไม่นำคำเบิกความของนายวุฒิกรมาเป็นพยานหลักฐานโดยอ้างว่านายวุฒิกรไม่ได้เบิกความตอบคำถามค้าน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากศาลแรงงานกลางไม่นำคำเบิกความของนายวุฒิกรมาเป็นพยานหลักฐานและให้งดสืบพยานอื่นของโจทก์ศาลแรงงานกลางได้หยิบยกเอาเหตุนี้ขึ้นวินิจฉัยว่า

ฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องคดีโดยมีนายวิเชียรเจียกเจิม และนางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน กรรมการของโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน โจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่า บุคคลทั้งสองเป็นกรรมการมีอำนาจร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์และในนามของโจทก์ได้ ปรากฏตามภาพถ่ายหนังสือรับรองของนายทะเบียนท้ายฟ้องเอกสารหมาย 1 ซึ่งปรากฏแจ้งชัดว่านายวิเชียรกับนางสาวฐิตินันท์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารนี้คงให้การเกี่ยวกับเรื่องนี้ลอย ๆ ว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีกรรมการที่จะกระทำการแทนและผูกพันบริษัทโจทก์ได้ตามเอกสารหมาย 1หรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่รับรอง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเลย ทางพิจารณาจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุใด

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลแรงงานกลางฟังว่าโจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1ตามฟ้องแย้ง เป็นการขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนนั้น เห็นว่า คดีนี้นายวุฒิกรพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้วแต่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ โดยรับวินิจฉัยคำเบิกความของนายวุฒิกร พินิจมั้งพยานโจทก์ด้วยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนยังไม่พอแก่การวินิจฉัยก็ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 44688)

การนั่งพิจารณาคดีของศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน เป็นองค์คณะพิจารณา และต้องนั่งพิจารณาติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่สำคัญและจะเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1352/2543

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ศาลแรงงานมีคำสั่งรับใบแต่งทนายความที่แต่งตั้งให้ ป. เป็นทนายความแก้ต่างให้จำเลย และรับคำให้การจำเลยที่ ป. เป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้ ตลอดจนได้ให้ ป. ดำเนินกระบวนพิจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2541

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างและเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและ ป.พ.พ. จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างแต่เป็นหุ้นส่วนทำกิจการร่วมกัน และโจทก์ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4624/2540

รายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานในส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการแพทย์ซึ่งเกิดขึ้นจากการท้ากันระหว่างโจทก์จำเลย โดยตกลงกันกำหนดประเด็นเสนอศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจดำเน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2567

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 กรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อปรากฏว่า ในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้