Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2839/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172กำหนดแต่เพียงว่าฟ้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้นหาต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเหมือนกับฟ้องในคดีอาญาไม่ส่วนรายละเอียดที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเมื่อมีประเด็นโต้เถียงกันแม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายข้อความเหล่านั้นมาฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม การจะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46นั้นจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์3ประการคือคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุดข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งและผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ส่วนที่ว่าที่ดินพิพาทจะเป็นของโจทก์หรือจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วดังนี้แม้โจทก์และจำเลยคดีก่อนเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้ก็ตามแต่ปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้คดีอาญายังไม่ได้วินิจฉัยจึงนำข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวมารับฟังเป็นยุติในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งไม่ได้การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นำเอาข้อเท็จจริงดังกล่าวในคดีอาญามารับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายและปัญหานี้ต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนแต่เมื่อคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยปัญหาอื่นๆตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา240(3)ประกอบด้วยมาตรา247 จำเลยให้การสู้คดีอ้างสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน20ไร่ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงถือตามราคาที่ดินจำนวน20ไร่แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกามาในราคาที่ดินจำนวน90ไร่ศาลฎีกาให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินมาให้โจทก์และจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า 1 แปลง เนื้อที่ไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2533 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำรถแทรกเตอร์ มีด จอบ เสียม และเครื่องตัดไม้ไฟฟ้าบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศใต้ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ และร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ไถ ทำลายเครื่องหมายเขตที่ดิน ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ตัดฟันต้นไม้และพืชผลอื่นของโจทก์ทั้งสองและเข้าปลูกโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นเงิน 391,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน391,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมภายใน 30 วันนับแต่วันศาลพิพากษาโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองต่อไปจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแต่เป็นที่ดินของจำเลยกับนายบรรพต นาคฉัตรีย์ส่วนของจำเลยทั้งสองมีประมาณ 20 ไร่ ส่วนของนายบรรพตมีประมาณ 128 ไร่ จำเลยทั้งสองเข้าครอบครอง ก่นสร้างปลูกพืชผลต่าง ๆ ลงในที่ดินพิพาทเช่น มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ขนุน และสะตอ

รวมทั้งตั้งเตาเผาถ่านเป็นเวลากว่า 10 ปีนางพร โพธิ์สุวรรณ และโจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองหรือปลูกพืชผลในที่ดินพิพาท ต้นไม้ต่าง ๆ ตามที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลูก ยางพารา ขนุน สะตอ ราคาต้นละไม่เกิน 5 บาทมะม่วงหิมพานต์ราคาต้นละไม่เกิน 2 บาท มะพร้าวราคาต้นละไม่เกิน100 บาท และไม่มากดังฟ้อง เมื่อปี 2532 มีพายุไต้ฝุ่นทำให้พืชผลต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงปรับปรุงที่พิพาทโรงเรือนก็เป็นของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 148,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่25 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่พิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายสิ่งของสัมภาระออกไปจากที่พิพาท กับทำให้ที่พิพาทอยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไปคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 98,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลย ทั้ง สอง ฎีการะหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางฐิติพรจันทนคีรินทร์หรือแซ่อึ้ง ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองฎีกามามี 2 ประเด็น คือ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและศาลจะนำข้อเท็จจริงในคดีอาญามารับฟังในคดีนี้ได้หรือไม่สำหรับประเด็นแรกนั้น

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์แค่ไหนเพียงใดนั้น เห็นว่า การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 กำหนดแต่เพียงว่าฟ้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้น หาต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเหมือนกับฟ้องในคดีอาญาไม่ ดังนั้นข้อความที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกาจึงเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเมื่อมีประเด็นโต้เถียงกัน แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายข้อความเหล่านั้นมา ฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุมที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3นำเอาข้อเท็จจริงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2592/2536 ของศาลชั้นต้นมารับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า

การจะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายอาญาอาญา มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการคือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุดข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพัน ต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีอาญา คดีหมายเลขแดงที่ 2592/2536ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้และคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่คดีอาญาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดมิได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยทั้งสองเพียงแต่วินิจฉัยว่า

จำเลยทั้งสองขาดเจตนาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น ดังนั้น ปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ คดีอาญายังไม่ได้วินิจฉัย จึงนำข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวมารับฟังเป็นยุติในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำเอาข้อเท็จจริงดังกล่าวในคดีอาญามารับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนก่อนปัญหาเรื่องความรับผิดในค่าสินไหมทดแทน แต่คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยทั้งสองก่อนและวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนและปัญหาอื่น ๆ ตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240(3) ประกอบด้วยมาตรา 247อนึ่ง

จำเลยทั้งสองให้การสู้คดีอ้างสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 20 ไร่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงถือตามราคาที่ดินจำนวน 20 ไร่แต่โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาในราคาที่ดินจำนวน 90 ไร่ด้วยจึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินมาให้โจทก์ทั้งสองจำนวน4,099.50 บาท และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินมาให้จำเลยทั้งสองจำนวน 8,125 บาทพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นดังกล่าวต่อไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 4,099.50 บาทและคืนให้จำเลยทั้งสองจำนวน 8,125 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย สายเชื้อ · วิรัตน์ เอื้ออังกูร · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9349/2539

การที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงทรัพย์ที่ซื้อขายกันว่าเป็นเสาคอนกรีตอัดแรงพร้อมทั้งระบุราคามาด้วย นับว่าได้แสดงให้เข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ได้พอสมควรแล้ว และโจทก์ยังบรรยายถึงรายละเอียดขนาดของเสาคอนกรีตอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2520

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,980,000 บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง 700,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 45,125 บาท รวม 748,125 บาท ดังนี้ การคิดค่าข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2503

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยแต่ละคนต่างละเมิดสิทธิของโจทก์โดยลำพังตนต่างหากจากกัน โดยจำเลยมิต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อโจทก์เช่นนี้โจทก์จะรวมฟ้องจำเลยทุกคนในคดีเดียวกันหาได้ไม่ โจทก์จะต้องแยกฟ้องจำเลยแต่ละคนเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2494

ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา แต่ปรากฎว่า ผู้ฎีกาเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาขาด ศาลฎีกาจึงสั่งให้เรียกค่าขึ้นศาลให้ครบนั้น เมื่อจำเลยไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมที่ขาดโดยเพิกเฉยเสีย ศาลฎีกาก็พิพากษาให้ยกฎีกาน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2494

ฟ้องระบุว่า เหตุเกิดที่ตำบล+อมพระ โจทก์นำสืบได้ความว่าเหตุเกิดที่หนองบ้านขวาวแต่ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าหนองบ้านขวาวนี้ขึ้นอยู่ในห้องที่ตำบลและอำเภอใดและจำเลยมิได้คัดค้าน หรือสืบหักล้างว่าเป็นคนละตำบลกับท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้