Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2520

พ.ศ. 2520 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นสั่งสืบพยานแล้วงดสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยไม่ชักช้า ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2509 จำเลยที่ 2 นำความเท็จไปแจ้งต่อนายอำเภอว่าสามีโจทก์บุกรุกที่ของจำเลยที่ 1 นายอำเภอหลงเชื่อมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์กับสามีเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดิน ทำให้โจทก์กับสามีต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากตั้งแต่วันนั้น แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2509 อายุความละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลว่า โจทก์ให้บุตรสาวเข้าไปตัดจากในที่พิพาท ขอให้ศาลเรียกมาสั่งให้ระงับการตัดจากในที่พิพาท เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงว่าจะไม่เข้าใจไปตัดจากในที่พิพาทซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเป็นของตน ถ้าฝ่ายใดผิดข้อตกลงยอมให้ปรับครั้งละ 1,000 บาท ต่อมาคดีนั้นศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท การที่โจทก์ไม่สามารถเข้าตัดจากได้ในระหว่างคดีก่อน เป็นเรื่องโจทก์ตกลงยินยอมโดยสมัครใจ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์สองครั้งคือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ จำเลยที่ ๒ แจ้งความเท็จต่อนายอำเภอบ้านแพ้วว่า สามีโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยที่ ๑ นายอำเภอบ้านแพ้วหลงเชื่อได้มีคำสั่งห้ามสามีโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน โจทก์และสามีโจทก์จึงต้องงดเว้นเข้าตัดจากในที่ดินนั้นตั้งแต่วันนั้น ครั้งที่สองต่อมาจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครว่าที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ ขอให้ศาลห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ผลที่สุดศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์

ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งห้ามมิให้คู่ความเข้าตัดจากและฟืนในที่พิพาท ฝ่ายใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ คู่ความจึงงดเว้นการตัดจากและฟืนในที่พิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งนั้น โจทก์จำเลยได้ตกลงกันว่าจะไม่เข้าไปตัดจากด้วยกันทั้งสองฝ่ายในขณะที่คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณา จึงเป็นความสมัครใจของโจทก์เองที่ไม่เข้าไปตัดจากและไม่ติดใจเอาค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิ และคดีขาดอายุความ ส่วนการฟ้องคดีแพ่งนั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาล และคู่ความตกลงกันว่าจะไม่ตัดจาก เป็นเรื่องโจทก์สมัครใจ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งสืบพยานแล้วงดการสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยไม่ชักช้า เฉพาะคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การคดีพอวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานต่อไป ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำละเมิดของจำเลยในครั้งแรกว่าเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ จำเลยที่ ๒ นำความเท็จไปแจ้งต่อนายอำเภอบ้านแพ้วว่าสามีโจทก์บุกรุกที่ของจำเลยที่ ๑ นายอำเภอหลงเชื่อมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์กับสามีเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้โจทก์และสามีต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากตั้งแต่วันนั้นมา ตามคำฟ้องของโจทก์เองแสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ ๒ ไปแจ้งความ

อายุความละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดครั้งแรกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก ส่วนข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดครั้งที่สองนั้น ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเป็นคดีแพ่ง ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้คู่ความตัดจากและฟืนในที่พิพาท ได้ความว่ามูลเหตุที่ทำให้โจทก์ต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากในที่พิพาทเนื่องจากจำเลยที่ ๑ (โจทก์ในคดีนั้น) ยื่นคำร้องต่อศาลว่าโจทก์ (จำเลยคดีนั้น) ให้บุตรสาวเข้าไปตัดจากในที่พิพาท ขอให้ศาลเรียกมาสั่งให้ระงับการตัดจากในที่พิพาท เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจะไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทซึ่งอีกฝ่ายซึ่งอ้างว่าเป็นของตน ถ้าฝ่ายใดผิดข้อตกลงยอมให้ปรับครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาคดีนั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาต้องกันให้โจทก์ (จำเลยในคดีนั้น) ชนะคดีโดยฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่จะไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทดังกล่าวมานั้น เป็นเรื่องโจทก์ตกลงยินยอมโดยสมัครใจ ไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทเอง และคงติดใจเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายในเมื่ออีกฝ่ายทำผิดข้อตกลงเข้าไปตัดจากในที่พิพาทครั้งละ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้ทำผิดข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายได้ ฉะนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภิญโญ ธีรนิติ · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ถนัด ลีลากุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายสมภพ เจียมพันธุ์รักษ์
ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2562

วันที่ 11 ธันวาคม 2556 เป็นวันที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2562

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและรื้อบ้านของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ฟัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9999/2558

คดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เข้าซ่อมแซมอาคารพิพาทครั้งแรกวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 ครั้งที่สองวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 5 เมษายน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11437/2556

การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จะใช้อายุความเรื่องละเมิดหรือใช้อายุความทั่วไปนั้น ต้องพิจารณาจากการบรรยายในคำฟ้องข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้