คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนพร้อมด้วยดอกเบี้ย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ควบคุมงาน ทำให้จำเลยเสียหายและฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และไม่เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนหนึ่งแก่โจทก์
พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำขออื่นของโจทก์ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในวันเดียวกับที่นายวิฑูรย์กรรมการผู้จัดการของจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในคำให้การแต่ผู้เดียวโดยมิได้มีตราสำคัญของจำเลยประทับนั้น จำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายพงษ์เดช เป็นผู้มาชี้แจงให้ถ้อยคำและต่อสู้คดีแทนจำเลยด้วย แสดงถึงเจตนาของจำเลยว่าประสงค์เข้ามาต่อสู้คดีแล้วเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 66 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 สั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจของผู้ยื่นคำให้การเสียให้สมบูรณ์ และจำเลยก็ได้แก้ไขแล้วโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวิฑูรย์เป็นผู้ต่อสู้คดีให้ถ้อยคำและลงชื่อในคำให้การจำเลยที่ยื่นต่อศาลแรงงานกลางอุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงตกไปถึงแม้นายพงษ์เดช
ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยมิได้เป็นทนายความจะไม่มีอำนาจซักถามพยานและซักค้านพยานก็ตาม แต่วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 45 บัญญัติว่าในการสืบพยาน ไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน และศาลแรงงานกลางก็ได้ดำเนินการซักถามพยานของโจทก์จำเลยตลอดมา และไม่ปรากฏตามอุทธรณ์โจทก์ว่าศาลแรงงานกลางได้ยกเอาคำซักถามพยานหรือคำซักค้านพยานของนายพงษ์เดชตอนใดขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย อุทธรณ์โจทก์จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นอย่างอื่นศาลแรงงานกลางพิจารณาเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงได้สั่งอนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมได้หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นอำนาจของศาลที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)
ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 จึงถือได้ว่าการยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลยเป็นการชอบแล้ว การสั่งอนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติมได้หรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางการที่โจทก์ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 54เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับคำสั่งของจำเลย ทั้งละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทำให้จำลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้วจำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายให้แก่โจทก์พิพากษายืน