Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำสั่งงดสืบพยานโจทก์ของศาลแรงงานและคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ต่างเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้คัดค้านคำสั่งของศาลแรงงานไว้โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานได้นำเอกสารทั้งชุดที่โจทก์อ้างมาให้จำเลยที่ 2 ตรวจดู และจำเลยที่ 2 รับว่าเอกสารจำนวน 31 แผ่นเป็นระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของโจทก์จริง ศาลแรงงานกลางจึงรับเอกสารดังกล่าวไว้หมาย จ.4 แล้ว เช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะอุทธรณ์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ที่ระบุเพิ่มเติมเข้าลักษณะเป็นพยานที่ไม่จำเป็นจะต้องสืบ ดังนี้ศาลแรงงานจึงมีอำนาจไม่อนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้ายประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 อุทธรณ์โจทก์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลแรงงานในการสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานสั่งงดสืบพยานโจทก์ 3 ปาก ซึ่งจะเบิกความทำนองเดียวกับพยานโจทก์ซึ่งเบิกความไปก่อนแล้วเพราะเห็นว่าเข้าลักษณะพยานฟุ่มเฟือยเกินสมควร ซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจงดสืบพยานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการสั่งงดสืบพยาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคม รวมทั้งค่าบริการตู้ไปรษณีย์เช่า จำเลยที่ 1 รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคมจำนวน1,628,669.90 บาท และรับเงินค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ไว้1,200 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินดังกล่าวไป ส่วนจำเลยที่ 2ก็เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่บริหารงานและควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนงทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อหรือบกพร่องต่อหน้าที่ในการบริหารและควบคุมการปฏิบัติงานทำให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินดังกล่าวของโจทก์ไปจำเลยที่ 2มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์และการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ จึงต่างคนต่างทำละเมิด รวมทั้งเป็นการทำผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ผลแห่งความรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์จึงแบ่งแยกกันได้ ดังนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์เต็มตามที่จำเลยที่ 1ยักยอกเงินของโจทก์ไป และศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการประมาทเลินเล่อหรือบกพร่องต่อหน้าที่ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 และไม่อาจนำบทบัญญัติ มาตรา 291,296,297และ 301 มาบังคับแก่กรณีของจำเลยทั้งสอง และเมื่อจำเลยที่ 2เป็นแต่เพียงผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425,427,430มาบังคับแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 297 ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.พ.พ. มาตรา 425 ป.พ.พ. มาตรา 438 ป.พ.พ. มาตรา 583 ป.วิ.พ. มาตรา 86 ป.วิ.พ. มาตรา 88 ป.วิ.พ. มาตรา 225 ป.วิ.พ. มาตรา 226 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งนายไปรษณีย์โทรเลข ระดับ 4 ประจำที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนง มีหน้าที่รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคม รวมทั้งงานบริการตู้ไปรษณีย์เช่า จำเลยที่ 2เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งนายไปรษณีย์โทรเลข ระดับ 7หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนง มีหน้าที่บริหารงานและควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนงทั้งหมด ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่27 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กล่าวคือจำเลยที่ 1 รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการหลายราย หลายรายการจำนวน1,628,669.90 บาท และรับเงินค่ามัดจำกุญแจค่าเช่าตู้ไปรษณีย์และค่าต่ออายุการเช่าตู้ไปรษณีย์เช่าจากผู้ใช้บริการจำนวน 1,200 บาทแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตน

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานแก่โจทก์จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ระมัดระวัง ดูแล ควบคุมมิให้จำเลยที่ 1ทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการประมาทเลินเล่อบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของโจทก์เป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,485,551.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,629,869.90 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ โดยแบ่งงานในหน้าที่รับผิดชอบให้หัวหน้าแผนกต่าง

ๆ คอยควบคุมดูแลให้การทำงานเป็นไปตามระเบียบงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีหัวหน้าแผนกควบคุมดูแลคือนายชูศักดิ์ เทพสำราญ และมีนางลัดดาวัลย์ เทพบุตร เป็นผู้ควบคุมจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่ง ในการสอบสวนคณะกรรมการลงความเห็นว่านางลัดดาวัลย์ไม่มีความผิดในการทำงาน เมื่อนางลัดดาวัลย์ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 เป็นผู้บังคับบัญชีนางลัดดาวัลย์อีกชั้นหนึ่งย่อมไม่ต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ ทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นหน้าที่ของนางลัดดาวัลย์ต้องคอยควบคุมจำเลยที่ 1 ให้ส่งเงินทุกเย็นแก่ผู้รักษาเงิน จำเลยที่ 2 เคยตักเตือนจำเลยที่ 1กับนางลัดดาวัลย์ ให้ทำงานให้เป็นไปตามระเบียบ แต่ก็มีเรื่องที่จำเลยที่ 1 ทุจริต ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังอย่างดีที่สุดแล้ว

จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด โจทก์ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้เนื่องจากเมื่อเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 เคยขอรับบำเหน็จและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานรวมเป็นเงิน 1,156,954.17 บาท แต่โจทก์ไม่จ่ายให้อ้างว่าได้หักเงินจำนวนนี้ใช้หนี้ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน1,629,869.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วยจำนวน 543,489.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระต้นเงินจำนวน 543,489.96 บาท แก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คือคำสั่งงดสืบพยานและไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2539และวันที่ 10 ตุลาคม 2539 ว่าโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านไว้แล้วและแม้ว่าเป็นพยานเกี่ยวกับความเห็นในการให้ผู้ใดรับผิดในทางแพ่งหรือไม่ แต่เหตุผลต่าง ๆ ล้วนสำคัญใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดเต็มวงเงินอย่างไรและนางลัดดาวัลย์ไม่ต้องรับผิดอย่างไร การงดสืบพยานทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานแล้วอนุญาตให้โจทก์นำพยานดังกล่าวเข้าสืบต่อไป เห็นว่า คำสั่งงดสืบพยานโจทก์ของศาลแรงงานกลางในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 2 กันยายน2539 และคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม(ครั้งที่ 3)

ลงวันที่ 2 กันยายน 2539 ต่างเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแต่โจทก์ไม่ได้คัดค้านคำสั่งของศาลแรงงานกลางไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง สำหรับพยานตามบัญชีระบุเพิ่มเติม (ครั้งที่ 3) ลงวันที่ 2 กันยายน 2539 นั้นปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่3 กันยายน 2539 ศาลแรงงานกลางได้นำเอกสารทั้งชุดที่โจทก์อ้างมาให้จำเลยที่ 2 ตรวจดูและจำเลยที่ 2 รับว่าเอกสารจำนวน 31 แผ่นเป็นระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของโจทก์จริง ศาลแรงงานกลางจึงรับเอกสารดังกล่าวไว้หมาย จ.4 เช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะอุทธรณ์ในส่วนนี้ ดังนั้นในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องงดสืบพยานและไม่อนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของศาลแรงงานกลางดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยสำหรับปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ตามคำร้องลงวันที่ 10 ตุลาคม 2539ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า

เอกสารที่จะอ้างเพิ่มเติมเป็นเพียงหนังสือของผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีไปถึงอัยการสูงสุดเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง มิได้เป็นพยานพิสูจน์ประเด็นโดยตรงจึงไม่อนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่ระบุเพิ่มเติมเข้าลักษณะเป็นพยานที่ไม่จำเป็นจะต้องสืบศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจไม่อนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 อุทธรณ์โจทก์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเพราะเป็นพยานที่ไม่จำเป็นต้องสืบ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนปัญหาเรื่องที่ศาลแรงงานกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 ตุลาคม 2539 โดยศาลแรงงานกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์ 3 ปาก คือนายจิรายุสม์ กาญจนนินธุ นายชัชวาลย์ มุขมา และนายชนะ บุษบงค์ ซึ่งจะเบิกความทำนองเดียวกับนายจีรศักดิ์ เรืองเวช พยานโจทก์ซึ่งเบิกความไปก่อนแล้ว เห็นว่า เข้าลักษณะพยานฟุ่มเฟือยเกินสมควรศาลแรงงานจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจงดสืบพยานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการสั่งงดสืบพยาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นกันที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อมาที่ว่า จำเลยที 2 ในฐานะผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมเต็มตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งนายไปรษณีย์โทรเลข ระดับ 4ประจำที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนง มีหน้าที่รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคมรวมทั้งค่าบริการตู้ไปรษณีย์เช่า จำเลยที่ 1 รับเงินค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคมจำนวน 1,628,669.90 บาท และรับเงินค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ไว้ 1,200 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินดังกล่าวไป ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งนายไปรษณีย์โทรเลข

ระดับ 7 เป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์พระโขนง มีหน้าที่บริหารงานและควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนงทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อหรือบกพร่องต่อหน้าที่ในการบริหารและควบคุมการปฏิบัติงานทำให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินดังกล่าวของโจทก์ไป แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1ยักยอกเงินของโจทก์แต่อย่างใด การกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองของโจทก์ จึงต่างคนต่างทำละเมิด รวมทั้งเป็นการทำผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง ผลแห่งความรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์จึงแบ่งแยกกันได้ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที 1 ที่จะต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์เต็มตามที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ไปตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการประมาทเลินเล่อหรือบกพร่องต่อหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเพียงหนึ่งในสามของค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและค่าบริการโทรคมนาคมที่จำเลยที่ 1ยักยอกไปก็ดี รับผิดชำระค่าเสียหายเพียงกึ่งหนึ่งของค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปก็ดี ล้วนเป็นอำนาจของศาลแรงงานกลางที่กำหนดเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 และเมื่อจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1ก็มีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291, 296, 297 และ 301 มาบังคับแก่กรณีของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425, 427, 430มาบังคับแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ได้แต่อย่างใดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมมาตร พรหมานุกูล · อัมพร ทองประยูร · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้า จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2540

ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนั้น ทนายจำเลยได้มาศาลและลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยมิได้ติดใจโต้แย้งในขณะนั้นหรือในระยะเวลาต่อมาตามที่กฎหมายกำหนดขอให้กำหนดประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2536

การที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ย่อมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นระเบียบที่มีอยู่เดิมหรือที่ออกในภายหลัง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2535

ในชั้นไต่สวนอนาถา โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1ไว้ แม้บัญชีระบุพยานดังกล่าวโจทก์จะได้พิมพ์ข้อความต่อท้ายบัญชีพยานว่า "ไต่สวนอนาถา" แต่ในชั้นพิจารณาก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ โจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2525

แม้ผู้ที่จะกระทำการแทนบริษัทจำเลยได้ต้องมีกรรมการ 2คนลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลย แต่วันเดียวกับที่ว. กรรมการของจำเลยลงชื่อในคำให้การ แต่ผู้เดียวโดยมิได้มีตราสำคัญประทับนั้น จำเลยได้ทำหนังสือมอบอำน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้