คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยกระทำผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ โดยบรรยายฟ้องว่า " นายชิต ดำรงรัตน์ได้มอบหมายให้นายพรจำเลยเป็นผู้ดูแลรักษรหนังโค ๖ ผืน...ครั้นจำเลยทั้งหมดบังอาจสมคบกันเอาหนังโคดังกล่าวไปโดยการทุจริต ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๒ - ๓ - ๔ สมคบกับจำเลยที่ ๑ มีเจตนาทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายดังกล่าวข้างต้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียหรือมิฉะนั้น จำเลยที่ ๒ - ๓ ๔ ได้บังอาจสมคบกับจำเลยที่ ๑ เอาทรัพย์รายนี้ไป โดยเจ้าทรัพย์ได้อนุญาตและโดยการทุจริต..." ขอให้ลงโทษตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา ๓๑๔, ๒๘๘, ๒๙๓, จำเลยปฎิเสธแลต่อสู้ว่า ฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทย์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องตอนแรกกล่าวหาเป็นลักษณ ๓๗ ผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๑๔ และอ้างมาตรา ๓๑๔ มาลงโทษ+ ลงโทษ แต่ฟ้องตอนหลังกลับกล่าวเป็นลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๒๘๘ และอ้างมาตรา ๒๘๘ มาเป็นบทลงโทษฟ้องดังนี้จึงขัดแย้งกันในตัวเองทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องเป็นอย่างไรแน่ และจำเลยต้องหาว่าได้กระทำการอย่างไรแน่ อันจะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา ๑๕๘ ( ๕ ) วรรคแรก จะรับไว้พิจารณาเอาโทษจำเลยมิได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน