Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3024/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อพยานโจทก์มิได้รู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับ กับจำเลยโดยตรงจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าคำของพยานโจทก์นี้จึงมีน้ำหนักน้อยและโดยที่พยานโจทก์นี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึงวันรุ่งขึ้นจึงไปตรวจค้นที่บ้าน ของจำเลย ซึ่งแม้จะพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในกระเป๋าเสื้อของ จำเลยที่แขวนอยู่ ก็ไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์นี้มีเหตุผลเพิ่มขึ้น เพราะสายลับอาจมอบธนบัตรให้แก่จำเลยด้วยเหตุผลอื่น มิใช่เพื่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนก็ได้ประกอบกับหมายค้นที่ใช้ในการตรวจค้นบ้านของจำเลย กลับเป็นหมายค้นที่ออกให้เพื่อทำการตรวจค้นบ้านบุคคลอื่นมิใช่บ้านจำเลยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีพิรุธ มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนี้ให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 227 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 59, 89 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ให้จำคุก 5 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือนคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสุพล แสงทอง นายดาบตำรวจทรงศักดิ์ แก้วไกรทองและจ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ไต่สุนา พยานโจทก์ว่า ได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านจำเลยมีการลักลอบขายเมทแอมเฟตามีนจึงวางแผนจับกุม โดยมอบธนบัตรซึ่งได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้แล้วให้แก่สายลับเพื่อใช้เป็นเงินล่อซื้อ เมื่อสายลับได้รับมอบเงินดังกล่าวก็เดินทางไปที่บ้านจำเลยส่วนร้อยตำรวจตรีสุพลกับพวกมิได้ติดตามไปด้วยโดยร้อยตำรวจตรีสุพลคอยฟังข่ายอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเลาขวัญส่วนจ่าสิบตำรวจสุวิทย์รออยู่ที่ป้อมยามสายตรวจหนองประดู่จนกระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกาสายลับกลับมาแจ้งให้จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ทราบว่า

ซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ดจากจำเลยได้แล้ว พร้อมกับมอบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้จากนั้นจ่าสิบตำรวจสุวิทย์วิทยุแจ้งให้ร้อยตำรวจตรีสุพลทราบต่อมาวันรุ่งขึ้นพยานทั้งสามได้ไปที่บ้านจำเลยขอตรวจค้น ปรากฏว่าพบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่แขวนอยู่จึงแจ้งข้อหาและจับจำเลย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพเห็นว่าโจทก์คงมีแต่คำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสุพลนายดาบตำรวจทรงศักดิ์ และจ่าสิบตำรวจสุวิทย์ ที่ยืนยันว่าจำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับตามที่สายลับแจ้งให้ทราบพยานโจทก์ทั้งสามไม่ได้รู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลยด้วยตนเอง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักในการรับฟังได้น้อย และพยานโจทก์ทั้งสามกับพวกปล่อยระยะเวลาจนล่วงเลยถึงวันรุ่งขึ้นจึงได้ไปตรวจค้นที่บ้านจำเลย

แม้จะพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่แขวนอยู่ก็ไม่อาจทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ทั้งสามีเหตุผลเพิ่มขึ้น เพราะสายลับอาจมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่จำเลยด้วยเหตุอื่น อันมิใช่เกิดจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนก็ได้ ประกอบกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อหาได้ตรวจพบที่ตัวจำเลยไม่ นอกจากนี้ตามหมายค้นเอกสารหมาย จ.3บ้านที่ขอตรวจค้นกลับเป็นบ้านนายชำนาญ ปุยสมุทร มิใช่บ้านจำเลยตามที่สายลับแจ้งให้ทราบ ยิ่งทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีพิรุธขาดน้ำหนักที่จะรับฟังได้ สำหรับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.4 นั้นได้ความว่า ในวันเดียวกันนั้น เมื่อร้อยตำรวจเอกประเทือง สุทธการีพนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยไว้สอบสวน

จำเลยกลับให้การปฏิเสธทันที ดังนั้น คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมดังกล่าวอาจมีนัยดังที่จำเลยต่อสู้ก็ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · อร่าม หุตางกูร · อำนวย เต้พันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6856/2544

โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2543

ส. ได้ขับรถยนต์กระบะของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุ จนถึงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ และก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามรถยนต์กระบะไปบ้าน ส. เพื่อตรวจค้นและจับกุม ส. ก็ยังขับรถยนต์กระบะโดยไม่ปรากฏข้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2004/2539

โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ค้นพบของกลางในกระเป๋าเสื้อด้านขวาและในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดตามฟ้องโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์และนำพยานของตนเข้าสืบไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2538

พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันมั่นคงโดยเห็นการกระทำของจำเลยที่2ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งหิ้วถุงพลาสติกซึ่งบรรจุยาม้าของกลางไปส่งให้จำเลยที่1นำไปซุกไว้ที่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถยนต์ของ ส.ชั้นจับกุมจำเลยที่2ก็ให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2561

จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้