คำฟ้องและคำให้การ
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ชำระเงินตามเช็คและศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 153,590 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 ไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรทอผ้าพร้อมอุปกรณ์ ราคาประมาณ180,000 บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โจทก์ให้การว่า ทรัพย์เป็นของจำเลยที่ 4 ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นร้องขัดทรัพย์180,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง การที่ผู้ร้องฎีกาว่าทรัพย์พิพาทยังไม่ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 นั้น เป็นฎีกาที่โต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าทรัพย์พิพาทได้จดทะเบียนแล้ว และที่ผู้ร้องฎีกาว่า
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามฎีกาของผู้ร้องมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงใดที่อ้างว่าเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง