คำฟ้องและคำให้การ
เดิมโจทก์ในคดีนี้และนางเพิ่ม ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยในคดีนี้ คือนางเพิ่มเป็นเจ้าหนี้ในคดีแพ่งเลขแดงที่ ๒๑/๒๔๙๙ ได้นำยึดเรือนพิพาท เรือนพิพาทนี้ปลูกอยู่ในที่ดินของนายแพง ต่อมาได้ขอถอนการยึดแล้วรื้อเรือนนี้แบ่งเอาสัมภาระไปปลูกเรือนขึ้นใหม่ ๑ หลัง ในที่ดินของตนเอง สัมภาระอีกส่วนหนึ่งนางบุญเส็งบุตรของจำเลยในคดีนี้เอาไปปลูกเรือนอีกหลังหนึ่งในที่ดินแปลงอื่น เมื่อโจทก์ในคดีนี้ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงนำยึดเรือนทั้งสองหลังที่กล่าวนี้ อ้างว่าเป็นของจำเลย นางเพิ่มจึงร้องขัดทรัพย์ว่า เรือนหลังที่ปลูกในที่ดินของตนพร้อมครัวราคา ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นของนางเพิ่มซื้อจากนางบุญเส็ง นางบุญเส็งร้องขัดทรัพย์ว่า เรือนหนึ่งหลังราคา ๕,๐๐๐ บาท นางบุญเส็งซื้อตัวไม้มาปลูก ไม่ใช่ของจำเลย ขอให้ถอนการยึด โจทก์คัดค้านว่าเป็นของจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า เรือนพิพาทเป็นของจำเลย ยกคำร้อง ทั้งโจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์ คือ
โจทก์อุทธรณ์ให้สั่งหน้าที่นำสืบใหม่
ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าเรือนพิพาทเป็นของผู้ร้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยฎีกาของนางบุญเส็ง เพราะทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ คงวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของนางเพิ่ม โดยเห็นพ้องกับศาลล่างว่า เรือนหลังเก่าเป็นของจำเลย ที่ผู้ร้องนำสืบว่าเป็นของนางบุญเส็งบุตรสาวจำเลยนั้น ฟังไม่ขึ้น แล้วศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การที่จำเลยรื้อเรือนหลังเก่าลง แล้วนางเพิ่มผู้ร้องเอาสัมภาระส่วนหนึ่ง คือ ไม้กระดาน เสา สังกะสี ไปปลูกเรือนขึ้นใหม่ในที่ดินของตน นั้น เป็นการได้รับสัมภาระอันเป็นเรือนของจำเลยส่วนหนึ่งโดยการรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้เงินตามคำพิพากษา และได้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่า
จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์และนางเพิ่มผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองราย แต่ทรัพย์ของจำเลยมีเพียงเรือนที่รื้อนี้ ซึ่งไม่สามารถใช้หนี้ทั้งสองรายได้ การที่จำเลยเลือกใช้หนี้แต่รายใดรายหนึ่ง เป็นผลทำให้เจ้าหนี้ที่มิได้รับชำระหนี้เสียเปรียบ เพราะไม่มีทรัพย์เหลือเพียงพอชำระหนี้และผู้ร้องผู้ได้รับชำระหนี้รู้แล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิขอเฉลี่ยจากทรัพย์ที่คนนำยึดได้กลับถอนการยึดเสียตกลงรับชำระหนี้กันโดยลำพัง ทำให้โจทก์ขอเฉลี่ยไม่ได้ นั้น ว่าเป็นการฉ้อฉล ซึ่งโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ เมื่อเพิกถอนแล้ว สัมภาระที่นางเพิ่มผู้ร้องได้ชำระหนี้ไปนั้นย่อมกลับคืนสู่สภาพเดิม คือ ยังเป็นของจำเลยอยู่
เจ้าหนี้มีสิทธิจะยึดชำระหนี้ได้ แล้ววินิจต่อไปโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่า การที่นางเพิ่มผู้ร้องเอาสัมภาระซึ่งเป็นของจำเลยไปปลูกเป็นเรือนขึ้นแล้วในที่ดินของตนนั้น สัมภาระนี้ได้กลายเป็นส่วนควบของที่ดินของนางเพิ่มไปแล้ว กรณีต้องด้วยมาตรา ๑๓๑๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นางเพิ่มเป็นเจ้าของสัมภาระนั้นด้วยอำนาจกฎหมาย เจ้าหนี้จะขอเพิกถอนได้เพียงนิติกรรม แต่นางเพิ่มต้องใช้ค่าสัมภาระให้แก่จำเลย โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิของลูกหนี้ คือ จำเลยเรียกเอาค่าสัมภาระจากนางเพิ่ม เพื่อชำระหนี้เป็นคดีใหม่ หาอาจนำยึดเรือนหลังนี้ขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ไม่ ส่วนฎีกาโจทก์ที่ขอให้เปลี่ยนหน้าที่นำสืบนั้น ไม่มีประโยชน์ ฝ่ายใดจะสืบก่อน ข้อเท็จจริงก็คงเดิม
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้ ให้ถอนการยึดเรือนหลังที่นางเพิ่มร้องขัดทรัพย์นั้น