Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5957/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา ถือว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยอาศัยทำประโยชน์ในที่พิพาท จำเลยให้การยอมรับว่าเข้าทำประโยชน์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัย แต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน รวม 4 แปลง และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าทำประโยชน์บนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ในฐานะผู้อาศัยแต่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โดยมีข้อตกลงพิเศษว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จในปี 2533 และทำสัญญาเช่าฉบับแรกปี 2533 ต่อมาได้มีการต่ออายุสัญญาเช่ากันเป็นครั้งที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 ค่าเช่าปีละ 120,000 บาท จำเลยได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 ทั้งยังมีข้อตกลงให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกหนึ่งครั้ง ๆ ละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในปี 2532 แล้วเสร็จปี 2533 เป็นต้นมา จำเลยได้ชำระค่าเช่าทุกปี โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่า จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18563, 2637, 2660 และ 2684 ตำบลฝายแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายให้เพียงเดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าจากโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้สร้างบ้านพักและอาคารเก็บสินค้าบนที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามข้อตกลงที่จำเลยทำกับโจทก์ แล้วโจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 15 ปี โดยทำสัญญาเช่าฉบับละ 3 ปี หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาเช่าฉบับที่ 4 ครบกำหนดอายุการเช่า ปี 2545 จำเลยชำระค่าเช่าโดยหักจากค่าสินค้าที่โจทก์ค้างชำระจำเลย สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่านั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่าหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทต่อไปตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน

ตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยอยู่อาศัย จำเลยให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าได้เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทแต่จำเลยอ้างเหตุไม่ต้องออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเนื่องจากอยู่ในฐานะผู้เช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและอาคารเก็บสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าครั้งละ 3 ปี จนครบกำหนด 15 ปี เป็นการที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ใหม่ ภาระการพิสูจน์ที่จะนำสืบให้เห็นว่าเป็นจริงตามเหตุที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลยจริง จึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันวะสา บัวทอง · พินิจ บุญชัด · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4550/2540

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบิดาจำเลยทั้งสี่ในที่ดินมีโฉนด โจทก์ทั้งสองกับบิดาจำเลยทั้งสี่ได้แยกกันครอบครองที่ดินตามส่วนของตนเป็นส่วนสัด เมื่อบิดาจำเลยทั้งสี่ตาย จำเลยทั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2538

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่เป็นของโจทก์ด้านทิศตะวันตกซึ่งจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์มีเฉพาะจากหลักหมุดที่1มาถึงหลักหมุดที่4ด้านทิศตะวันออกนั้นศาลอุทธรณ์ไปรับฟังเอาจากรายงานกระบวนพิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2505

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่พิพาท เมื่อจำเลยต่อสู้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ก็ต้องถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และเมื่อที่พิพาทมีราคาเพียง 1,500 บาท แม้โจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ตลอด…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2505 (เลขอ้างอิง 81986)

(1) คดีสองสำนวน แม้ศาลจะพิจารณาพิพากษารวมกัน แต่ปรากฎว่า สำนวนหนึ่งมีทุนทรัพย์ 5,000 บาท อีกสำนวนหนึ่งทุนทรัพย์ 15,000 บาท แม้ในชั้นฎีกาได้ฎีการวมกันมา ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์ เกิน 5,000…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2499

โจทก์ฟ้องว่าห้องพิพาทโจทก์ซื้อมาจากเจ้าของเดิม โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าว จำเลยได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้