Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ใบสมัครงานของโจทก์ระบุชัดว่า โจทก์จะทำงานกับจำเลยอย่างน้อย 1 ปี และถ้าจะลาออกจะแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ถ้าผิดสัญญาและ/หรือถูกจำเลยให้ออก ไล่ออกด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม โจทก์จะไม่รับเงินค้ำประกันคืนเงินค้ำประกันนี้ไม่ค้ำประกันความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ก่อขึ้นเงินค้ำประกันที่โจทก์ยังจ่ายไม่ครบให้หักจากเงินเดือนจนครบตามจำนวนที่จำเลยต้องการ หมายความว่า เงินค้ำประกันดังกล่าวโจทก์วางไว้แก่จำเลยเพื่อประกันการทำงานว่าจะทำงานกับจำเลยไม่น้อยกว่า 1 ปี ถ้าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาและถูกจำเลยให้ออกหรือไล่ออกจากงานด้วยเหตุใดก่อนครบ 1 ปีโจทก์ทั้งสองจะไม่รับเงินค้ำประกันคืนจากจำเลย และแม้โจทก์จะทุจริตต่อหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเลยจะไม่คืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ ดังนี้เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยมาเกิน 1 ปี ครบถ้วนตามข้อตกลงในใบสมัครงานแล้ว แม้ถูกจำเลยไล่ออก โจทก์ก็มีสิทธิรับเงินค้ำประกันคืน แต่หากโจทก์นั้นทำงานกับจำเลยมายังไม่ถึง 1 ปี ตาม ข้อตกลงในใบสมัครและถูกจำเลยไล่ออกเพราะความผิดของโจทก์ที่ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิรับเงินค้ำประกันที่วางไว้แก่จำเลยคืน ตามคำฟ้องโจทก์ระบุชัดว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค้ำประกันจากโจทก์ครั้งแรกคนละ 2,000 บาท ในวันเริ่มทำงานและหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสองอีกคนละ 1,000 บาท เป็นรายเดือนเป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 5,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่จำต้องคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย รายละเอียดปรากฏตามใบสมัครงานเอกสารท้ายคำให้การ ศาลแรงงานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด ย่อมหมายถึงว่าการที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดในเงินค้ำประกันต่อโจทก์ และมีความหมายรวมถึงปฏิเสธเรื่องจำนวนเงินค้ำประกันที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์มีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยรับข้อเท็จจริงในเรื่องจำนวนเงินที่ค้ำประกันกันแล้ว ทั้งมิใช่เป็นการตรวจและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น ที่ศาลแรงงานพิเคราะห์จากเอกสารซึ่งจำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานที่มีการระบุชัดเจนว่าเงินค้ำประกันมีจำนวน 2,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ค้างเงินค้ำประกันอยู่อีก ส่วนเงินที่หักจากโจทก์มีคนละ 3,000 บาท เป็นเงินค่าจ้างที่หักไว้เท่านั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็น ข้อพิพาทโดยชอบแล้ว มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำฟ้องคำให้การ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 11 ป.พ.พ. มาตรา 171 ป.พ.พ. มาตรา 213 ป.พ.พ. มาตรา 215 ป.พ.พ. มาตรา 222 ป.วิ.พ. มาตรา 84 ป.วิ.พ. มาตรา 177 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าโจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี โจทก์ที่ 2 ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปี ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลย จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ที่ 1 จำนวน 2,986 บาทโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,218 บาท จำเลยเรียกเก็บเงินค้ำประกันจากโจทก์ทั้งสองในวันแรกที่เข้าทำงานคนละ 2,000 บาท และหักเงินค่าจ้างโจทก์ทั้งสองไว้อีกคนละ 3,000 บาท โดยจำเลยตกลงว่าจะคืนเงินค้ำประกันให้เมื่อโจทก์ทั้งสองออกจากงาน

ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 10,026 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 11,165 บาทค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 19,200 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน6,090 บาท ค่าจ้างค้างโจทก์ที่ 1 จำนวน 2,986 บาทโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,218 บาท และคืนเงินค้ำประกันให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 5,000 บาทจำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนเงินค้ำประกันนั้นจำเลยกับโจทก์ทั้งสองมีข้อตกลงว่า

หากโจทก์ทั้งสองถูกให้ออกหรือไล่ออกจากงานไม่ว่ากรณีใด โจทก์ทั้งสองจะไม่ได้รับเงินประกันคืนจากจำเลยรายละเอียดตามสำเนาใบสมัครงานของโจทก์ทั้งสองเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ซึ่งมีข้อความว่า เงินค้ำประกันข้าพเจ้าให้ไว้เพื่อเป็นสัญญาว่าจะทำงานกับบริษัทฯ อย่างน้อย 1 ปีถ้าข้าพเจ้าผิดสัญญา และ/หรือถูกบริษัทฯ ให้ออกไล่ออกด้วยเหตุใดๆ ข้าพเจ้าจะไม่รับเงินค้ำประกันคืน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดนัดพิจารณา จำเลยแถลงขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล้วงหน้าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งสองจริงตามฟ้อง แต่จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2จำนวน 3,000 บาท

พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 2,986 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,218 บาทคืนเงินค้ำประกันให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,000 บาท โจทก์ที่ 2จำนวน 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

จำเลยอุทธรณ์ในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ถูกจำเลยไล่ออกจากงานต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยไม่ต้องคืนเงินค้ำประกันให้แก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า ตามใบสมัครงานของโจทก์ทั้งสอง เอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 ข้อ 13 ระบุชัดว่า"เงินค้ำประกันข้าพเจ้าให้ไว้เพื่อเป็นสัญญาว่าข้าพเจ้าจะทำงานกับบริษัทฯ อย่างน้อย 1 ปี และถ้าจะลาออกจะแจ้งให้บริษัทฯทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ถ้าข้าพเจ้าผิดสัญญาและ/หรือถูกบริษัทฯ ให้ออก ไล่ออก ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ข้าพเจ้าจะไม่รับเงินค้ำประกันคืน เงินค้ำประกันนี้ไม่ค้ำประกันความเสียหายใด ๆ ที่ข้าพเจ้าก่อขึ้น เงินค้ำประกันที่ข้าพเจ้ายังจ่ายไม่ครบให้หักจากเงินเดือนจนครบตามจำนวนที่บริษัทฯต้องการ" ซึ่งหมายความว่า

เงินค้ำประกันดังกล่าวโจทก์ทั้งสองวางไว้แก่จำเลยเพื่อประกันการทำงานว่าจะทำงานกับจำเลยไม่น้อยกว่า 1 ปี ถ้าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาและถูกจำเลยให้ออกหรือไล่ออกจากงานด้วยเหตุใดก่อนครบ 1 ปี โจทก์ทั้งสองจะไม่รับเงินค้ำประกันคืนจากจำเลย นอกจากนี้เห็นได้ว่าข้อความในใบสมัครงานดังกล่าวระบุไว้ชัดว่าเงินค้ำประกันนี้ไม่ค้ำประกันความเสียหายใด ๆที่โจทก์ทั้งสองก่อขึ้น ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะทุจริตต่อหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเลยจะไม่คืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อโจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยมาเกิน1 ปี ครบถ้วนตามข้อตกลงในใบสมัครแล้วแม้ถูกจำเลยไล่ออกโจทก์ที่ 1 ก็มีสิทธิรับเงินค้ำประกันคืน

ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นทำงานกับจำเลยมายังไม่ถึง 1 ปี ตามข้อตกลงในใบสมัครและถูกจำเลยไล่ออกเพราะความผิดของโจทก์ที่ 2 เองที่ทุจริตต่อหน้าที่โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิรับเงินค้ำประกันที่วางไว้แก่จำเลยคืนและศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าตามใบสมัครงานของโจทก์ทั้งสองเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 ด้านหลังตอนท้ายในส่วนที่ให้บริษัทฯ กรอกข้อความได้มีข้อความว่า เงินค้ำประกันเกี่ยวกับการทำงานที่โจทก์ทั้งสองวางไว้แก่จำเลยมีเพียง2,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองยังค้างจ่ายเงินค้ำประกันอยู่อีก ส่วนที่จำเลยหักเพิ่มไว้จากโจทก์ทั้งสองคนละ 3,000 บาทเป็นเงินที่หักจากค่าจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งจำเลยต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนจากจำเลย5,000 บาท โจทก์ที่ 2 มีสิทธิรับเงินคืน 3,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินค้ำประกันที่โจทก์ทั้งสองจะไม่รับคืนตามใบสมัครงานของโจทก์ทั้งสองเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 มีเพียงคนละ2,000 บาท เพราะในช่องค้ำประกันระบุว่า 2,000 บาท นั้นเป็นการตรวจและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ทั้งเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำฟ้องและคำให้การเพราะตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองระบุชัดเจนว่าได้วางเงินค้ำประกันไว้กับจำเลยคนละ 5,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้วางเงินค้ำประกันคนละ 2,000 บาท ในวันเริ่มทำงานกับจำเลยซึ่งระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 เท่านั้น

นอกจากนี้ตามคำให้การจำเลยก็มิได้โต้แย้งเรื่องจำนวนเงินค้ำประกันตามฟ้องจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกัน ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในเรื่องจำนวนเงินค้ำประกันอีก เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองระบุชัดว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค้ำประกันจากโจทก์ทั้งสองครั้งแรกคนละ 2,000 บาท ในวันเริ่มทำงาน และหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสองอีกคนละ 1,000 บาท เป็นรายเดือนเป็นเวลา 3 เดือนรวมเป็นเงินคนละ 5,000 บาท และจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่จำต้องคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองเพราะโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายรายละเอียดปรากฏตามใบสมัครงานเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 หรือเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อสุดท้ายว่า

จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งย่อมหมายถึงว่า การที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดในเงินค้ำประกันต่อโจทก์ทั้งสองมีความหมายรวมถึงปฏิเสธเรื่องจำนวนเงินค้ำประกันด้วยว่ามีจำนวนเพียงใดที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์จากเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 ซึ่งจำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานที่มีการระบุชัดเจนว่าเงินค้ำประกันมีจำนวนคนละ 2,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองค้างเงินค้ำประกันอยู่อีก ส่วนเงินที่หักจากโจทก์ทั้งสองมีคนละ3,000 บาท เป็นเงินค่าจ้างทีหักไว้เท่านั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทโดยชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมมาตร พรหมานุกูล · พรชัย สมรรถเวช · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 32189)

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ซึ่งเป็นกฎหมาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6191/2540

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่เคยกระทำผิดที่ไหน เมื่อใด และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าวหาทั้งไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์เมื่อคำให้การจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 67103)

ตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษกว่าคดีแพ่งทั่วไป โดยประสงค์จะให้ข้อพิพาทระงับไปด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2543

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ ป.วิ.พ. เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้