คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 โดยประมาทชนสะพานรถไฟของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกดังกล่าว จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาและบังคับจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธความรับผิด และจำเลยที่ 3 ต่อสู้ด้วยว่า เหตุละเมิดเกิดจากการความประมาทอย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3ฎีกาว่ากรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดมีแต่สำเนา ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่โจทก์เป็นคู่สัญญาผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 แต่ฟ้องในฐานะที่โจทก์เป็นผู้เสียหาย เป็นบุคคลภายนอก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งบทกฎหมายที่ต้องนำพยานเอกสารมาแสดงดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาจำเลยที่ 3 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มูลละเมิดในคดีนี้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2ผู้เอาประกันภัย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาประกันภัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงจำเลยที่ 3 ก็ไม่พ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 879พิพากษายืน