Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ ซึ่งตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกันด้วยว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วหรือไม่ หากสัญญาดังกล่าวเลิกกันโดยชอบย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจะซื้อจะขายแต่โจทก์ก็รับชำระ แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ ถือได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระราคาไว้ การที่จำเลยไม่ชำระราคาในงวดถัดไปภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อน ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้จึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยตกลงชำระราคาเป็น 26 งวด หากผิดนัดโจทก์มีสิทธิริบเงินที่จำเลยชำระแล้วและถือว่าสัญญาเลิกทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและอาคารพิพาทแล้วชำระราคาให้แก่โจทก์จนถึงงวดที่ 25 และผิดนัดชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาเลิกกัน โจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินและอาคารของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 2,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามไม่ให้จำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 59,800 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ตกลงจัดหาสถาบันการเงินให้จำเลยกู้เงินมาชำระราคาที่ดินและอาคารงวดที่ 26 จำนวน 1,058,625 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ดำเนินการดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารซึ่งปลูกอยู่ในที่ดิน โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารดังกล่าวกับจำเลยโดยมอบการครอบครองที่ดินและอาคารให้จำเลยในวันทำสัญญาและจำเลยตกลงจะผ่อนชำระราคาให้แก่โจทก์รวม 26 งวด ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงที่ 25 โดยชำระราคาไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาตั้งแต่งวดที่ 12 เป็นต้นมา และยังคงค้างชำระราคางวดที่ 26 เป็นเงิน 1,058,625 บาท โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย โดยไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระราคาที่ค้างชำระก่อน

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการอยู่อาศัยในที่ดินและอาคารพิพาท ไม่มีเจตนาชำระเงินงวดสุดท้าย เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้น จำเลยได้ให้การยืนยันว่า จำเลยยินดีชำระราคาส่วนที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์จัดสถาบันการเงินให้จำเลยกู้ยืมเงินมาชำระราคาตามสัญญาหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทให้จำเลยโดยจำเลยจะจำนองทรัพย์ดังกล่าวเป็นประกันเพื่อชำระราคา และในระหว่างพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงรับข้อเสนอตามที่จำเลยให้การไว้แล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือ ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเลื่อนลอย เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ เป็นการพิพากษานอกฟ้องหรือนอกคำให้การหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ซึ่งตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกันด้วยว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วหรือไม่ หากสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ถือไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาว่า สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ เป็นการพิพากษานอกประเด็นแห่งคดี ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายที่ว่า สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้ว่า จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการผิดนัดชำระหนี้ทำให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญาโดยโจทก์ไม่จำต้องบอกกล่าว ทั้งโจทก์ยังได้บอกเลิกสัญญาแล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาตั้งแต่งวดที่ 12 เป็นต้นมาโดยโจทก์รับชำระ แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ ถือได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระราคาไว้ การที่จำเลยไม่ชำระราคางวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อน

ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้จึงมีสิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การบอกเลิกสัญญาโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระราคางวดที่ 26 ที่ค้างชำระ และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระราคาก่อนมีหนังสือเลิกสัญญา จึงไม่มีผลทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นินนาท สาครรัตน์ · จรัส พวงมณี · สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2537

ผู้จะซื้อได้กรอกข้อความในสัญญาจะซื้อขายที่ดินว่ากำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในเดือนเมษายน 2531 และให้ผู้จะขายกรอกวันที่ลงไป แต่ผู้จะขายก็หาได้กรอกวันที่ไม่ ทั้งภายหลังผู้จะซื้อและผู้จะขายก็มิได้กำหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567

สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2561

แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ก็ไม่อาจถือว่าสัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกันทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามสัญญาข้อ 6 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดงวดนั้นดังที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2559

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจรับประกันภัยวินาศภัยทุกประเภทและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้