คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกที่ดิน 3 แปลงถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณจำเลยปฏิเสธศาลชั้นต้นเห็นว่า คดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ยกข้อแตกต่างของคำพยานโจทก์มาเป็นเหตุไม่เชื่อคำพยานโจทก์ ศาลฎีกากล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งมิใช่คดีอาญา การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีจึงควรเป็นไปโดยลักษณะความแพ่งกล่าวคือ เทียบเคียงน้ำหนักคำพยานประกอบด้วยพฤติการณ์แห่งคดีว่าจะควรเชื่อฟังเป็นความจริงตามโจทก์ฟ้องได้เพียงใดจะถือเอาเพียงข้อแตกต่างแห่งคำพยานโจทก์บางคนที่เบิกความไม่ตรงกันมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นด้วย
เพราะประเด็นในคดีมีเพียงว่า จำเลยได้ด่าหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการประพฤติเนรคุณจริงหรือไม่ ศาลฎีกาเชื่อพยานโจทก์ว่า จำเลยได้ด่าโจทก์ผู้เป็นมารดาด้วยถ้อยคำเช่น อีดอกทอง อีแก่เจ้าเล่ห์ เป็นคนร้อยลิ้นไม่นับถือเป็นแม่เป็นต้น ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้ว ถือว่าเป็นถ้อยคำที่จำเลยด่าหมิ่นประมาทโจทก์มารดาอย่างร้ายแรง เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ผู้ให้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2) โจทก์เรียกทรัพย์ที่ให้จำเลยโดยเสน่หาคืนได้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินเพิกถอนคืนการให้ 3 แปลง แต่ปรากฏว่าแปลงหนึ่งโจทก์ขายให้จำเลย จึงเรียกคืนไม่ได้ คงเรียกคืนได้เฉพาะ 2 แปลงที่โจทก์ให้จำเลยโดยเสน่หาศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยให้เพิกถอนการให้ที่ดิน 2 แปลงในส่วนที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยโดยเสน่หาคืนให้โจทก์ไป