Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3435/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ด้วย สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หนังสือที่ระบุว่าเป็นสัญญาค้ำประกันมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อโจทก์อยู่ด้วย จึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 104และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ป.พ.พ. มาตรา 680 ป.รัษฎากร มาตรา 104 ป.รัษฎากร มาตรา 118

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีตามคดีหมายเลขดำที่ 1175/2541 เมื่อสืบพยานเสร็จแต่ก่อนพิพากษาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลาง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน ศาลแพ่งธนบุรีจึงได้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานตามคดีหมายเลขแดงที่ 501/2543 เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายและเก็บเงิน มีหน้าที่เป็นตัวแทนโจทก์ในการขายสินค้าเงินสดประเภทยารักษาโรค ให้ชำระเงินล่าช้าได้ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันส่งสินค้า และต้องนำเงินส่งที่ทำการของโจทก์กับมีข้อตกลงว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าไปจากโจทก์แล้วโจทก์ได้รับเงินตามราคาสินค้าไม่ครบถ้วนหรือจำเลยที่ 1 ทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประพฤติเสื่อมเสียหรือทำให้โจทก์เสียหาย

จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 633,085.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดซึ่งโจทก์ขอคิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 197,839 บาทจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สมัครเข้าทำงานกับโจทก์ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย จ.3 ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายและเก็บเงิน ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539โจทก์ได้ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาจ้างโดยเก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์เป็นเงิน 532,077 บาท จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 60,000 บาท

คงเหลืออีก 472,077 บาทนอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ยังตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าอีก 14 ราย เป็นเงินรวม 101,008.50 บาท แล้วไม่นำส่งมอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ไม่ขาดอายุความพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 633,085.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันจริงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2(6) ที่ว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หากศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เพราะเป็นหนี้เดิมนั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันกับความรับผิดตามหนังสือรับสารภาพหนี้มีผลแตกต่างกันโดยเฉพาะเรื่องอายุความ กล่าวคือ อายุความฟ้องร้องในความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันมีอายุความเพียง 2 ปี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี แล้ว ส่วนสัญญาค้ำประกันตามหนังสือรับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี ดังนั้น ความรับผิดในเรื่องอายุความจึงมีผลแตกต่างกัน

เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นเดียวกันคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2(4) ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์นั้นนอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่มีอายุความเพียง2 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง

โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายใน 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ศาลรับฟังสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เห็นว่า แม้เอกสารหมาย จ.4 จะระบุว่าเป็นสัญญาค้ำประกันก็ตาม แต่มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อโจทก์อยู่ด้วย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ17จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเอกสารหมาย

จ.4 ไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันอนึ่ง ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์จำเลยที่ 2ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนสิ้น ไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 633,085.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา สุทธิบดี · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2546

หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์มีจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 217/2544

หนังสือค้ำประกันรายพิพาทมีข้อความว่าจำเลยที่ 3 ตกลงค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 กระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2541

เอกสารฉบับพิพาทเป็นเพียงบันทึกที่จำเลยที่ 2 ตกลงค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 กระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชดใช้ จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2538

สัญญาประกันเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีหลักประการตามมาตรา112แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิใช่เป็นสัญญาค้ำประกันซึ่งผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2535

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเล่นแชร์ กับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3ลงชื่อต่อท้ายสัญญาในฐานะผู้ค้ำประกัน ถือว่าเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง มิใช่เป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้