คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510มาตรา 46, 72(4), 111, 122 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31(ที่ถูกน่าจะเป็นมาตรา 91) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยพ.ศ. 2510 มาตรา 46, 72(4), 111, 122 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31(ที่ถูกน่าจะเป็นมาตรา 91) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นบทหนัก
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาฐานขายและข้อหาฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาฐานขายและข้อหาฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณเป็นการชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "ขาย" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยา
พ.ศ. 2510 หมายความรวมถึง จำหน่ายจ่ายแจกหรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในการค้าและมีไว้เพื่อขาย การทีโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตกับร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต กับร่วมกันขายยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยานั่นเอง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตกับร่วมกันขายยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น
ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การผลิตและการขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการผลิตและการขายยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันและยาแผนโบราณเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยแยกการกระทำเป็นการผลิตกรรมหนึ่งและเป็นการขายอีกกรรมหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องข้อ ก.ระบุว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผลิตและขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต และฟ้องข้อ
ข.ระบุว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผลิตและขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนโบราณในฟ้องข้อ ก. อันเป็นยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เห็นได้ชัดเจนว่า คำฟ้องของโจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่ง กับฐานร่วมกันผลิตและขายยาแผนโบราณดังกล่าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาอีกกระทงหนึ่งโดยคำฟ้องดังกล่าวมิได้แยกการกระทำเป็นการผลิตกรรมหนึ่งและเป็นการขายอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลลงโทษจำเลยนอกเหนือไปจากคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.