Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเลิกกิจการเพราะขาดทุนซึ่งตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 56 มิได้กล่าวถึงการเลิกกิจการอันจะถือว่าสิทธิประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมถูกเพิกถอนและมิได้บัญญัติให้เรียกเก็บภาษีอากรอย่างไร เมื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมถูกยกเลิกเพราะการเลิกกิจการจึงต้องบังคับตาม พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503มาตรา 10 วรรคแรก โดยถือราคาและอัตราอากรที่เป็นอยู่ในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรของผู้ได้รับบัตรส่งเสริมสิ้นสุดลงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณอากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 54 พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 56 พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2503 มาตรา 10 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 205 ป.วิ.พ. มาตรา 249 ป.รัษฎากร มาตรา 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้นำเครื่องจักรและเครื่องมือสำหรับผลิตยีสต์ทำขนมปังเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 6 ครั้ง ในแต่ละครั้งจำเลยที่ 1ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 กับได้สำแดงราคาสินค้าพร้อมภาษีอากรต่าง ๆโดยขอยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และได้รับพิจารณาอนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งขอเลิกประกอบกิจการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงได้ให้ยกเลิกบัตรส่งเสริมดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกบัตรส่งเสริมนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องแจ้งขอชำระอากรขาเข้าที่ได้รับการยกเว้นภายใน 30 วัน

นับแต่วันที่ความรับผิดในอันจะต้องชำระอากรเกิดขึ้น และต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่จะพึงต้องชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติเช่นว่านั้น ให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ปฏิบัติเช่นว่านั้น โจทก์ที่ 1 จึงแจ้งจำนวนอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 6 ฉบับ จำเลยทั้งสองก็ไม่ชำระ จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่ม ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 743,900.72 บาท ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินค่าอากรขาเข้าที่ต้องชำระจำนวน 261,742.86 บาท เดือนละ 2,617.4286 บาท และชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีการค้าที่ต้องชำระตามใบขน 5 ครั้งหลัง

จำนวน 88,490.40 บาทเดือนละ 884.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ เนื่องจากได้รับการส่งเสริมการลงทุน แต่ภายหลังต้องหยุดกิจการเพราะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติฝ่าฝืนเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดจึงเป็นการยกเลิกบัตรส่งเสริมที่จำเลยได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วจึงควรได้รับประโยชน์โดยมิต้องจ่ายภาษีอากร จำเลยไม่ได้รับแจ้งจำนวนอากรขาเข้าภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าภาษีอากรทั้งหมดที่โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ทราบไปชำระต่อโจทก์ภายใน 30 วัน

นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ที่ 1และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดโดยส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรจำนวน 743,900.72 บาท ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 261,742.86 บาทและชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีการค้า จำนวน 88,490.40 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

"ปัญหาที่สาม ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า การประเมินเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์ตามฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่ากรณีของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เลิกกิจการเพราะประสบภาวะขาดทุน โดยเลิกกิจการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2527 และแจ้งให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทราบเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้สอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เลิกกิจการเพราะขาดทุนจริงจึงได้มีประกาศลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2529 ให้ยกเลิกบัตรส่งเสริมของจำเลยที่ 1 กรณีของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1ถูกยกเลิกบัตรส่งเสริม เพราะจำเลยที่ 1 เลิกกิจการ มิใช่เพราะถูกคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้รับตามบัตรส่งเสริม

อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริม จะต้องเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของของ ราคา และอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากร ดังที่มาตรา 55 วรรคแรก บังคับไว้ที่โจทก์ทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่า กรณีของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นการเลิกกิจการก็มีผลเท่ากับสิทธิและประโยชน์ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 56 นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าตามมาตรา 56 ดังกล่าว ในวรรคแรกได้บัญญัติเรื่องผู้ได้รับการส่งเสริมเลิกกิจการรวมกิจการกับผู้อื่น หรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่น ให้บัตรส่งเสริมนั้นใช้ได้ต่อไปอีก ไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันเลิก รวม หรือโอนกิจการ ส่วนวรรคสอง เป็นเรื่องที่ผู้ซึ่งดำเนินกิจการที่รวมกันขึ้นใหม่หรือโอนกิจการ ประสงค์จะขอรับช่วงดำเนินกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมต่อไป ก็ให้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าไม่สมควรให้การส่งเสริมก็ให้สั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่า ตามมาตรา 56 วรรคสองนี้มิได้กล่าวถึงเรื่องเลิกกิจการ อันจะถือเท่ากับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมถูกเพิกถอนดังที่โจทก์ทั้งสองเข้าใจไม่

ดังนั้นปัญหาเรื่องบัตรส่งเสริมถูกยกเลิกเพราะมีการเลิกกิจการ สิทธิและประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมเคยได้รับโดยเฉพาะเรื่องภาษีอากรนี้จะเรียกเก็บอย่างไร มิได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จึงต้องบังคับตามพระราชกำหนด พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 มาตรา 10 วรรคแรกซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 45)พ.ศ. 2528 มิใช่บังคับตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 เลิกกิจการและสำนักงานส่งเสริมการลงทุนประกาศยกเลิกบัตรส่งเสริมของจำเลยที่ 1 ก่อนที่พระราชกำหนด ฉบับที่โจทก์อ้างใช้บังคับตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 มาตรา 10 วรรคแรกที่แก้ไขแล้วบัญญัติว่า"ของใดซึ่งในเวลานำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรเพราะเหตุที่นำเข้ามาเพื่อใช้เอง โดยบุคคลที่มีสิทธิเช่นนั้น หรือเพราะเหตุที่นำเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างใดที่กำหนดไว้โดยเฉพาะถ้าหากของนั้นได้โอนไปเป็นของบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากร หรือได้นำไปใช้ในการอื่นนอกจากที่กำหนดไว้หรือสิทธิที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสิ้นสุดลงของนั้นจะต้องเสียอากรโดยถือสภาพของของ

ราคา และอัตราอากร ที่เป็นอยู่ในวันโอนหรือนำไปใช้ในการอื่นหรือวันที่สิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสิ้นสุดลง เป็นเกณฑ์ในการคำนวณอากรสำหรับกรณีที่ได้รับลดหย่อนอากรให้เสียอากรเพิ่มจากที่ได้เสียไว้แล้ว ให้ครบถ้วนตามจำนวนเงินอากรที่จะพึงต้องเสียทั้งหมด ในเมื่อได้คำนวณตามเกณฑ์เช่นว่านั้น ทั้งนี้ ให้แจ้งขอชำระอากรหรืออากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากร ที่ได้นำของนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ความรับผิดในอันจะต้องชำระอากรหรืออากรเพิ่มเกิดขึ้นและต้องชำระ ณ ที่ทำการศุลกากร ซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินอากรหรืออากรเพิ่ม อันจะพึงต้องชำระถ้ามิได้มีการปฏิบัติเช่นว่านั้น ให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้เสียอากรถูกต้อง แต่มิให้นำมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 9)

พุทธศักราช 2482 มาใช้บังคับในกรณีที่ของนั้นได้โอนไปโดยสุจริต" แสดงว่าของนำเข้าใด เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรถ้าสิทธิที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนสิ้นสุดลง ของนั้นจะต้องเสียอากรโดยถือสภาพของของ ราคาและอัตราอากรที่เป็นอยู่ในวันที่สิทธิดังกล่าวสิ้นลง เป็นเกณฑ์ในการคำนวณอากรโดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรต้องไปดำเนินการเพื่อชำระอากรตามที่กำหนดไว้ ส่วนในช่วงก่อนที่สิทธิที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรจะสิ้นสุดลง ผู้นั้นก็ได้รับสิทธิและประโยชน์ไปและต้องถือว่าเป็นสิทธิและประโยชน์ที่ได้รับไปแล้ว หากผู้นำของเข้าหมดสิทธิที่จะได้รับสิทธิและประโยชน์ต่อไป มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น คือ มิได้ดำเนินการเพื่อชำระอากรดังกล่าว

ก็ให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้เสียอากรถูกต้องซึ่งมีความหมายว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรโดยถูกต้อง อันอาจต้องถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 กักยึดของที่นำเข้านั้นเพื่อประเมินเรียกเก็บภาษีอากร รวมทั้งอาจต้องเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวาเท่านั้น แต่ก็ยังคงต้องถือว่าเป็นของที่ต้องเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของของ ราคา และอัตราอากรที่เป็นอยู่ในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรสิ้นสุดลงตาม มาตรา 10 วรรคแรก แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 อยู่ หาได้หมายความว่าเมื่อผู้นำเข้ามิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นแล้ว ให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้าโดยมิได้เสียอากรถูกต้องตามสภาพของของ

ราคา และอัตราอากรที่เป็นอยู่ในวันที่นำเข้าไม่ ทั้งตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมาก็ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์เองถือเอาสภาพของของในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรสิ้นสุดลงคือนำเอาอายุการใช้งานของเครื่องจักรที่นำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากรด้วย โดยทั้งโจทก์ที่ 1 และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนต่างก็ถืออายุของเครื่องจักรมีกำหนด 5 ปี ดังจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1ได้นำเข้าเครื่องจักรในระหว่างที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ10 ครั้ง แต่มีเพียง 6 ครั้งหลังเท่านั้นที่นับจากวันนำเข้าถึงวันเลิกกิจการไม่ถึง 5 ปี นอกนั้นนำเข้าเกิน 5 ปีแล้ว จึงไม่เรียกเก็บภาษีอากรสำหรับการนำเข้าที่พิพาทในครั้งแรก โจทก์เห็นว่านำเข้า4 ปีเศษแล้ว

ก็ได้ประเมินโดยลดค่าเสื่อมราคาให้ตามหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมราคาในเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 34-36 โดยถือว่าเป็นเครื่องจักรชนิดตั้งอยู่กับที่ ลดให้ร้อยละ 65 ตามเอกสารหมายจ.7 แผ่นที่ 35 ที่วงกลมสีแดงไว้ ส่วนอีก 5 ครั้งหลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ผู้มีหน้าที่ประเมินอากรได้รับใบขนสินค้าขาเข้าให้ประเมินอากรโดยไม่ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์การลดหย่อนราคาของเครื่องจักรที่ได้ใช้งานไปบ้างแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินภาษีอากรไปตามใบขนสินค้าที่ส่งไปให้นั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง การประเมินเรียกเก็บภาษีอากรเครื่องจักรพิพาททั้ง 6 ครั้ง นี้ จึงต้องประเมินโดยถือสภาพของเครื่องจักรในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรสิ้นสุดลงเป็นเกณฑ์คำนวณอากรเหมือนกัน โดยถือว่าเครื่องจักรที่นำเข้ามีอายุใช้งาน5 ปี ตามที่โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเองดังนั้น

การที่โจทก์ลดค่าเสื่อมราคาโดยถือสภาพของของที่เป็นอยู่ในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรสิ้นสุดลงเป็นเกณฑ์คำนวณอากรเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรในครั้งแรก แต่อีก 5 ครั้งหลังไม่ยอมลด ซึ่งขัดแย้งกันเอง จึงไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาต่อไปมีว่าเครื่องจักรพิพาททั้ง 6 ครั้งนี้ จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีอากรเพียงไร เห็นว่าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 56วรรคแรก บัญญัติว่ากรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมเลิกกิจการ ให้บัตรส่งเสริมนั้นใช้ได้ต่อไปอีกไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันเลิกกิจการ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิและประโยชน์จากบัตรส่งเสริมนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2527 อันเป็นวันเลิกกิจการต่อไปอีก3 เดือน คือ วันที่ 17 กรกฎาคม 2527 เครื่องจักรที่นำเข้าครั้งแรกตามใบขนเลขที่ ดี 062-00214 นำเข้าเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2522นับถึงวันที่สิทธิและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่17 กรกฎาคม 2527 จึงเกิน 5 ปี แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรครั้งนี้

ส่วนการนำเข้าครั้งที่สองถึงครั้งที่หกนั้นต้องคิดหักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรตามหลักเกณฑ์ของการคิดค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและอุปกรณ์ของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 34-36 กล่าวคือ การนำเข้าครั้งที่สองตามใบขนเลขที่ 4523/9.5.2525 นำเข้าเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2524จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2527 เครื่องจักรได้ใช้งานไปแล้วไม่เกิน2 ปี 10 เดือน ต้องหักค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 38 สำหรับการนำเข้าครั้งที่สาม ที่สี่ และที่ห้า ตามใบขนเลขที่ 055-3397 เลขที่055-3395 และเลขที่ 055-3396 ตามลำดับนำเข้าและใช้งานไปแล้วไม่เกิน 2 ปี 4 เดือน ต้องหักค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 32ส่วนการนำเข้าครั้งที่หกตามใบขนเลขที่ 065-1941 นำเข้าและใช้งานไปแล้วไม่เกิน 2 ปี 2 เดือน

ต้องหักค่าเสื่อมราคาให้ในอัตราร้อยละ 30 การประเมินและเรียกเก็บภาษีอากรตามฟ้องจึงไม่ถูกต้องที่ถูกต้องนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรพิพาทที่นำเข้าครั้งแรกดังกล่าว ส่วนการนำเข้าเครื่องจักรพิพาท5 ครั้งหลัง ต้องคำนวณอากรขาเข้าใหม่ โดยต้องหักค่าเสื่อมราคาให้ตามหลักเกณฑ์การคิดหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น โดยคำนวณจากค่าอากรขาเข้าที่ฟ้องเรียก ดังนี้ครั้งที่ 1 ราคาสินค้า 727,771.38 สำแดงอากรขาเข้า 153,334.26ใช้แล้วเกิน 5 ปีหักค่าเสื่อมต่อร้อย 100 2. ราคาสินค้า 82,265.34สำแดงอากรขาเข้า 21,931.05 ใช้แล้วไม่เกิน 2 ปี 10 เดือน หักค่าเสื่อมต่อร้อย 38 อากรขาเข้าที่ต้องชำระ 13,597.25 ครั้งที่ 3ราคาสินค้า 189,602.11 สำแดงอากรขาเข้า 56,880.63 ใช้แล้วไม่เกิน2 ปี 4 เดือน

หักค่าเสื่อมต่อร้อย 32 อากรขาเข้าที่ต้องชำระ38,678.83 ครั้งที่ 4 ราคาสินค้า 521,879.88 สำแดงอากรขาเข้า78,281.98 ใช้แล้วไม่เกิน 2 ปี 4 เดือน หักค่าเสื่อมต่อร้อย 32อากรขาเข้าที่ต้องชำระ 53,231.75 ครั้งที่ 5 ราคาสินค้า116,407.89 สำแดงอากรขาเข้า 34,922.37 ใช้แล้วไม่เกิน 2 ปี 4 เดือนหักค่าเสื่อมต่อร้อย 32 อากรขาเข้าที่ต้องชำระ 23,747.21 ครั้งที่ 6ราคาสินค้า 7,672.50 สำแดงอากรขาเข้า 2,301.75 ใช้แล้วไม่เกิน2 ปี 2 เดือน หักค่าเสื่อมต่อร้อย 30 อากรขาเข้าที่ต้องชำระ1,611.22รวมเป็นเงินอากรขาเข้าของสินค้า 5 ครั้งหลัง เป็นเงิน130,866.26 บาท และจะต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละ1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรขาเข้า

ดังกล่าว หลังจากพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินอากรอันจะพึงต้องชำระ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปชำระภาษีอากรเมื่อวันที่30 มีนาคม 2530 จึงต้องเริ่มเสียเงินเพิ่มอากรในวันที่ 30 เมษายน2530 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 130,866.26 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลรวม134,184.70 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีดังกล่าวนับแต่วันที่ 15พฤษภาคม 2530 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่เงินเพิ่มภาษีการค้านี้มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1158/2539

แม้จะฟังว่าตามใบขนสินค้าขาเข้าในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยนำเข้ามาเกินกว่า10 ปี นับถึงวันฟ้องแล้วก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 55 วรรคท้าย ให้เริ่มนับอายุความเมื่อพ้นหนึ่งเดือนนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2536

โจทก์นำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นเที่ยวแรกและเที่ยวที่สองเรียกว่าคอมเบิลเพลทส่วนเที่ยวที่สามเรียกว่ารีรอยเลเบิล สต๊อก เพลทเป็นสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันจึงควรมีราคาไม่เท่ากัน ดังนั้นราคาแท้จริงในท้องตลาดจึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4722/2562

เรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง ผู้คัดค้านที่ 3 ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเคลือบคลุมอย่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2562

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างปรับปรุงถนนและภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยพะเยา โจทก์ไม่ใช่ผู้ก่อสร้าง เอกสารราคาค่าก่อสร้างเป็นการกะประมาณราคา ไม่ใช่ราคาวัสดุและค่าแรงงานที่โ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 626222)

การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งสำนวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้