Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์นำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นเที่ยวแรกและเที่ยวที่สองเรียกว่าคอมเบิลเพลทส่วนเที่ยวที่สามเรียกว่ารีรอยเลเบิล สต๊อก เพลทเป็นสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันจึงควรมีราคาไม่เท่ากัน ดังนั้นราคาแท้จริงในท้องตลาดจึงเป็นราคาที่โจทก์ได้สำแดงไว้แต่แรกการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดให้มีราคาเท่ากันจึงมิชอบ การที่โจทก์แก้ราคาสินค้าและจำนวนเงินภาษีอากรในใบขนสินค้ากับใบกำกับสินค้าให้สูงขึ้นตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ แต่โจทก์ได้สงวนสิทธิ์โต้แย้งราคาสินค้าในส่วนที่เพิ่มขึ้นไว้ แสดงว่าโจทก์มิได้แก้ราคาสินค้าและจำนวนเงินภาษีอากรด้วยความสมัครใจ การยอมแก้ดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการแก้ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินแล้ว เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเสียก่อน จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 179 ป.วิ.พ. มาตรา 180 ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 77 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์นำเข้าเหล็กแผ่นหน้าที่ผ่านการรีดในเบื้องต้น รวม 3 เที่ยว โจทก์ยื่นขอเสียภาษีให้พิกัดประเภทที่ 7204.49 อัตราอากรร้อยละ 2.5 ของราคาสินค้าภาษีการค้าร้อยละ 1.5 ของรายรับและภาษีบำรุงเทศบาลร้อยละ 10 ของภาษีการค้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้สั่งโดยแจ้งราคาสินค้าที่จำเลยใช้เป็นเกณฑ์ประเมินอากรให้โจทก์เพิ่มราคาสินค้าโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้ง จำเลยได้แจ้งผลอุทธรณ์สำหรับสินค้าเที่ยวแรกว่าได้ประเมินชอบแล้ว ส่วนอีก 2 เที่ยว จำเลยได้แจ้งราคาประเมินใหม่เป็นตันละ 237.81 เหรียญสหรัฐอเมริกา ซี.ไอ.เอฟ.(ไม่รวมดอกเบี้ย) มีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีอากรที่ชำระเกินคืนรวม 17,530 บาท แต่ยังมีเงินที่โจทก์ได้ชำระเพิ่มไว้เกินอยู่อีก

คือ อากรขาเข้า 33,100 บาท ภาษีการค้า 21,476 บาทภาษีบำรุงเทศบาล 2,147 บาท รวมเงินค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าทั้งสามฉบับเป็นการชำระเกินทั้งสิ้น 143,105 บาท ในการเพิ่มราคาสินค้าและชำระเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวโจทก์ไม่เห็นด้วย โดยได้บันทึกสงวนสิทธิการอุทธรณ์เรียกคืนไว้ที่ด้านหลังใบขนสินค้าทั้งสามฉบับและได้อุทธรณ์การประเมินแต่ไม่ได้ผลตามที่โจทก์อุทธรณ์ ราคาสินค้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยถือเป็นเกณฑ์ประเมินมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แต่ราคาที่โจทก์สำแดงไว้เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ขอให้พิพากษาว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยคืนเงิน 143,105 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จจำเลยให้การว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยคืนเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน83,382 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาทโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์มีว่า

การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกคืนค่าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2531 และวันที่ 25 ธันวาคม2531 โจทก์ได้นำสินค้าเหล็กแผ่นหนาที่ผ่านการรีดในเบื้องต้นจากประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีกำเนิดในประเทศออสเตรเลียเข้ามาในประเทศไทยรวม 3 เที่ยวเรือ สินค้าเที่ยวที่ 1 และที่ 2 เป็นแผ่นเหล็กที่เรียกว่า คอบเบิลเพลท โจทก์อ้างว่าซื้อมาในราคาตันละ235 เหรียญสหรัฐอเมริกา ราคา ซี.ไอ.เอฟ.แอนด์.ไอ ทั้งสองเที่ยวสินค้าเที่ยวที่ 3 เป็นเหล็กที่เรียกว่า รีรอลเลเบิล สต๊อก เพลทโจทก์อ้างว่าซื้อมาในราคาตันละ 242 เหรียญสหรัฐอเมริกา

ราคาซี.ไอ.เอฟ.แอนด์ ไอ. ราคาสินค้าทั้งสามเที่ยวที่โจทก์อ้างมิใช่ราคาเงินสด แต่มีการบวกดอกเบี้ยเข้าไปในราคาสินค้าแล้ว โจทก์จึงหักดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามข้อบังคับของจำเลย แล้วโจทก์ได้สำแดงราคาสินค้าเที่ยวที่ 1 และที่ 2 ตันละ 215.29เหรียญสหรัฐอเมริกา สินค้าเที่ยวที่ 3 โจทก์สำแดงราคาตันละ 220.53เหรียญสหรัฐอเมริกา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจราคาสินค้าที่โจทก์สำแดง และได้ให้โจทก์เพิ่มราคาสินค้าทั้งสามเที่ยวเป็นตันละ 244.24 เหรียญสหรัฐอเมริกา โจทก์ยอมเพิ่มราคาสินค้าและชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลทั้งสามเที่ยวตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้ง โดยโจทก์ได้โต้แย้งสงวนสิทธิการเรียกคืนส่วนที่เพิ่มดังกล่าวไว้ทั้งสามเที่ยว

ต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์การให้เพิ่มราคาไปยังจำเลยสำหรับสินค้าทั้งสามเที่ยวจำเลยได้แจ้งผลการอุทธรณ์สำหรับสินค้าเที่ยวแรกว่าราคาที่เพิ่มชอบแล้ว แต่สินค้าเที่ยวที่ 2 และที่ 3 จำเลยได้ประเมินใหม่เป็นราคาตันละ 237.81 เหรียญสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์ 17,530 บาท โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ปัญหามีว่าสินค้าพิพาททั้งสามเที่ยวมีราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามที่โจทก์ได้สำแดงไว้ในตอนแรกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสงวน ทองไทยกรรมการของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า การสั่งซื้อสินค้าพิพาททั้งสามเที่ยวนี้ เมื่อโจทก์ได้รับใบเสนอราคาจากผู้ขายแล้วโจทก์ได้ไปขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัดโดยยื่นใบกำกับราคาสินค้าล่วงหน้าชั่วคราวของผู้ขายตามเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 1 และ 2 เมื่อผู้ขายส่งสินค้าให้โจทก์แล้ว โจทก์ได้ส่งเงินไปให้แก่ผู้ขายตามราคาที่ปรากฏในใบกำกับราคาสินค้าล่วงหน้าดังกล่าว ดังปรากฏตามตั๋วเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 6,14 และ 23 ซึ่งราคาสินค้าทั้งสามเที่ยวที่โจทก์ส่งไปชำระตรงกับราคาที่ปรากฏในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าที่พิพาททั้งสามเที่ยวเรือ เห็นได้ว่าสินค้าพิพาททั้งสามเที่ยวเรือนี้ผู้ขายที่ต่างประเทศเป็นผู้กำหนดราคามาดังใบกำกับราคาสินค้าล่วงหน้าของแต่ละเที่ยวดังกล่าว และโจทก์ในฐานะผู้ซื้อก็ได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายโดยผ่านทางธนาคารพาณิชย์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินราคาเพิ่มขึ้นโดยเทียบตามราคาของสินค้าที่โจทก์เคยนำเข้าจำนวน 2 เที่ยวเรือ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2531 ดังปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้ากับใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 82 และ 83 กับแผ่นที่ 87 และ 88 นั้นศาลฎีกาเห็นว่าสินค้าทั้งสองเที่ยวเรือที่โจทก์นำเข้าตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยอ้างนั้น สินค้าเที่ยวแรกตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 82 ปรากฏว่าสินค้าเหล็กแผ่นที่เรียกว่า คอบเบิล เพลทปรากฏในใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 83 ราคาตันละ230 เหรียญสหรัฐอเมริกา ราคา ซี.ไอ.เอฟ.แอนด์ ไอ. ส่วนสินค้าเที่ยวที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 87 เป็นสินค้าเหล็กม้วนที่เรียกว่าคอบเบิล เพลท อิน คอยล์ ปรากฏในใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 88 ราคาตันละ 255 เหรียญสหรัฐอเมริการาคา

ซี.ไอ.เอฟ.แอนด์ ไอ. การนำเข้าของโจทก์ในครั้งนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพอใจในราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้ในเที่ยวที่ 2แต่ได้ประเมินเพิ่มราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าในเที่ยวแรกเท่ากับราคาที่โจทก์สำแดงไว้ในเที่ยวที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่กำหนดให้ราคาของสินค้านั้นทั้งสองเที่ยวนั้นเท่ากัน ทั้งที่เป็นสินค้าต่างชนิดกัน และจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์เพื่อให้ปรากฏว่าความจริงสินค้าทั้งสองเที่ยวดังกล่าวมีราคาเท่ากัน อีกทั้งไม่ปรากฏเหตุผลว่าหากราคาสินค้าทั้งสองเที่ยวเท่ากันแล้ว เหตุใดผู้ขายที่ต่างประเทศจึงต้องทำใบกำกับสินค้าให้มีราคาแตกต่างกัน โดยเฉพาะสินค้าพิพาทในเที่ยวแรกและเที่ยวที่ 2 เรียกว่า คอบเบิล เพลทส่วนเที่ยวที่ 3 เรียกว่า

รีรอลเลเบิล สต๊อก เพลท เป็นสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกัน จึงควรมีราคาไม่เท่ากัน ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดให้มีราคาเท่ากันจึงไม่ถูกต้อง คดีฟังได้ว่าสินค้าพิพาททั้งสามเที่ยวมีราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามที่โจทก์ได้สำแดงไว้ในตอนแรก การให้เพิ่มราคาสินค้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมิชอบศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันปัญหาสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกคืนภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลโดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า

พร้อมกับใบแสดงราคาสินค้าพิพาททั้งสามเที่ยวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเพื่อเสียภาษีอากร แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจราคาสินค้าพิพาทที่โจทก์สำแดงไว้ทั้งสามเที่ยว อ้างว่าต่ำไป จึงให้โจทก์แก้ราคาสินค้า และจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระในใบขนสินค้ากับใบกำกับสินค้าทั้งสามเที่ยวดังกล่าว โจทก์จำต้องเพิ่มราคาสินค้าและจำนวนภาษีอากรตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้ง โดยโจทก์ได้สงวนสิทธิโต้แย้งราคาสินค้าในส่วนที่เพิ่มขึ้นไว้ที่หลังใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงพอใจราคาสินค้าที่โจทก์ได้เพิ่มขึ้นแล้ว และตรวจปล่อยสินค้าพิพาทออกจากอารักขามอบให้โจทก์ไป ปัญหาจึงมีว่า การที่โจทก์ยอมแก้ราคาสินค้าและจำนวนเงินภาษีอากรในใบขนสินค้าและใบกำกับสินค้าตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งเป็นการประเมินภาษีอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยหรือไม่

เห็นว่าแม้การแก้ราคาสินค้าและจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระในใบขนสินค้ากับใบกำกับสินค้าทั้งสามเที่ยวที่พิพาทให้สูงขึ้นจากเดิมจะเป็นการกระทำของโจทก์เองมิใช่เป็นการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยก็ตาม แต่การแก้ดังกล่าวก็เป็นการแก้ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้โจทก์กระทำ หากโจทก์ไม่แก้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยก็คงไม่ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทจากอารักขามอบให้โจทก์ไป ทั้งโจทก์ก็ได้สงวนสิทธิโต้แย้งราคาสินค้าในส่วนที่เพิ่มขึ้นไว้ที่หลังใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าว แสดงว่าโจทก์มิได้แก้ราคาสินค้าและจำนวนเงินภาษีอากรด้วยความสมัครใจหรือเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย การยอมแก้ดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการแก้ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินแล้ว

เมื่อโจทก์ได้ชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตามการประเมินนั้นแล้วมาอ้างว่าได้ชำระเกินกว่าที่จะต้องเสียตามกฎหมายข้อเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรดังกล่าวให้อันเป็นการโต้แย้งผลการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย โจทก์จึงต้องอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้วินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์เสียภาษีอากรไว้เกินกว่าที่จะต้องเสียตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยและมีคำสั่งแล้วโจทก์จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลหรือนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเกี่ยวกับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ปราโมทย์ บุนนาค
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2533

พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ทวิวรรคสามเป็นเพียงข้อกำหนดว่าอาจอุทธรณ์ได้ ถ้ามิได้อุทธรณ์ก็มิได้ตัดสิทธิในการฟ้องคดี เมื่อมีการอุทธรณ์แล้วแม้จะมิได้พิจารณาอุทธรณ์หรือพิจารณาไม่เสร็จก็มิได้ห้ามมิใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7379/2554

จำเลยร่วมให้การในชั้นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11317/2553

การขอแก้ไขคำให้การต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนวันนัดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้