Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสามไปดักซุ่มตรวจค้นโดยเรียกผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ผ่านมาให้หยุดรถ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดรถจักรยานยนต์ให้ตรวจค้น จำเลยทั้งสามก็ตามไปทำร้ายและข่มขู่อ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจตรวจค้นกระเป๋าสตางค์เอาเงินของผู้เสียหายทั้งสองไป แม้จำเลยที่ 3 จะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลงไปร่วมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและเอาเงินไปด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในลักษณะคอยคุมเชิงและคอยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ปฏิบัติการปล้นทรัพย์อยู่ แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันที่จะดักตรวจค้นปล้นเอาเงินของผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาตั้งแต่ต้น และได้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำครบ 3 คน ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ ความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งนำไปสู่ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อมีการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว แม้จะไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 33, 83 ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 280 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูกไม่ปรับบท มาตรา 83) จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามมีกำหนดคนละ 9 ปี ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 280 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสาม พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ 1 คัน ไม้ท่อนจำนวน 1 ท่อน และเงินจำนวน 220 บาท เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ...พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จริง ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่ารถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ถูกคนร้ายลักไปจำเลยทั้งสามจึงชวนกันไปติดตามหารถจักรยานยนต์ที่หายไป จำเลยทั้งสามเห็นรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับมามีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่หายไป จึงเรียกให้ผู้เสียหายทั้งสองหยุดรถจักรยานยนต์ แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดทั้งยังด่าให้ของลับแก่จำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามโกรธ จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไป

จำเลยที่ 1 ลงไปถามถึงเหตุผลที่ด่า ผู้เสียหายพูดว่ามึงจะทำไม จำเลยที่ 1 โกรธจึงเตะผู้เสียหายที่นั่งซ้อนท้ายไป 2 ครั้ง ผู้เสียหายทั้งสองถีบจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 2 จึงเข้าไปช่วย พอดีจ่าสิบตำรวจณรงค์กับนายนภดลขับรถจักรยานยนต์มายังที่เกิดเหตุและยิงปืนขึ้นฟ้าและบอกให้จำเลยทั้งสามกลับไปจำเลยทั้งสามจึงไปที่ร้านค้าโต๊ะสนุกเกอร์เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสามไปสถานีตำรวจโดยยังไม่แจ้งข้อหา วันรุ่งขึ้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่าปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่านข้อความ จำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น

เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ถูกคนร้ายลักไปตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2544 ก่อนเกิดเหตุนานถึง 21 วัน คนร้ายน่าจะนำรถจักรยานยนต์ออกไปขายหรือใช้นอกพื้นที่แล้วไม่น่าจะนำมาใช้ในท้องที่แถวหมู่บ้านที่ลักรถจักรยานยนต์ไป จึงไม่สมเหตุสมผลที่จำเลยทั้งสามจะไปดักซุ่มดูรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไป ทั้งเป็นเวลาในยามวิกาลดึกดื่นเช่นนั้นอีกด้วย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามน่าจะเป็นการร่วมกันดักตรวจค้นผู้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วถืออำนาจเอาเงินในกระเป๋าสตางค์ไป เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดรถจักรยานยนต์ให้ตรวจค้น จึงติดตามไปทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและข่มขู่อ้างตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจทำการตรวจค้นกระเป๋าสตางค์และเอาเงินในกระเป๋าสตางค์ไป ที่ไม่เอาทรัพย์สินอื่นไปด้วยเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าใจว่าเป็นตำรวจจริง

ไม่ใช่คนร้าย และจะได้ไม่ไปแจ้งความนั้นเองพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เห็นว่า พฤติการณ์จำเลยทั้งสามที่ไปดักซุ่มตรวจค้นด้วยกัน ตามไปทำร้ายและเอาเงินของผู้เสียหายทั้งสองด้วยกัน แม้จำเลยที่ 3 จะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลงไปร่วมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและเอาเงินไปด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในลักษณะคอยคุมเชิงและคอยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ปฏิบัติการปล้นทรัพย์อยู่นั้นเอง ตามพฤติการณ์แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันที่จะดักตรวจค้นปล้นเอาเงินของผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาตั้งแต่ต้นและได้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน

การกระทำของจำเลยทั้งสามชี้ชัดว่าร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำครบ 3 คน ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ตามลำดับนั้น เห็นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งนำไปสู่ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อมีการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว แม้จะไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ และเมื่อร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องแล้ว

ส่วนที่ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 สถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว และที่ลดโทษจำคุกที่จะลงให้หนึ่งในสี่ก็เหมาะสมแก่พฤติการร์แห่งคดีแล้ว เพราะจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเท่านั้น หาได้รับสารภาพในชั้นสอบสวนหรือชั้นพิจารณาด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ธานิศ เกศวพิทักษ์ · สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2552

ป.อ.มาตรา 340 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 หรือมาตรา 340 ทวิ โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2552

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9802/2552

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6316/2548

ขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมี ศ. นั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับ ศ. ขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้