Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 398/2520

พ.ศ. 2520 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการพิจารณาว่าการกระทำเป็นกรรมเดียว หรือหลายกรรมต่างกันนั้นมิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไปการกระทำครั้งเดียว คราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือมีเจตนาอย่างเดียวกันแต่ประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน การที่จำเลยพาเด็กหญิง ย. ไปเพื่อการอนาจารและพรากเด็กหญิง ย. ไปเสียจากบิดามารดา ซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกันนั้น ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกันหาใช่กรรมเดียวไม่ (อ้างฎีกาที่ 340/2512 และฎีกาที่1215/2518) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรามีกำหนด6 ปี และฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไปเสียจากบิดามารดามีกำหนด 3 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกในฐานแรก 2 ปี และในความผิดฐานหลัง 2 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 การฎีกาโต้แย้งเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของโจทก์จึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ (ก)เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2518 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ 11 ปี จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง (ข) เมื่อวันที่ 4มีนาคม 2519 เวลากลางวัน จำเลยได้พาเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ11 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยใช้มีดเป็นอาวุธขู่เข็ญขืนใจและใช้กำลังฉุดลากให้เด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง ไปกับจำเลยอันเป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม (ค) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2519 เวลากลางวันจำเลยนี้โดยปราศจากเหตุสมควรได้พรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ 11 ปีไปเสียจากนายหัด

นางประหรือสะอาด สินแสวง ผู้เป็นบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง ดังกล่าวในข้อ (ก) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 284, 317,91 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2,7, 10 และ 12จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุกฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 มีกำหนด 6 ปี ให้จำคุกฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 มีกำหนด 3 ปี และให้จำคุกฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 มีกำหนด 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 12 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก จำเลยไว้ 6 ปีจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษลงอีกศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อหาพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดาเป็นการกระทำอันเดียวกัน แต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยเพียงบทเดียว และปัญหาความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์ก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังไม่เหมาะสม พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก2 ปี ฐานพาหญิงไป เพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดก็เบาเกินไป

ขอให้ลงโทษหนักขึ้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการที่จำเลยพาเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเพื่อการอนาจาร และการที่จำเลยพรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเสียจากบิดามารดาซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกันนั้น จะเป็นความผิดหลายบทหรือหลายกระทงนั้นจะต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน และในการพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้ว จะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไปการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เช่นประกาศทางหนังสือพิมพ์รับสมัครบุคคลมาทำงานเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อมาสมัครทำงานอันเป็นความเท็จโดยเจตนาจะหลอกลวงประชาชนนั้น

แม้จะประกาศครั้งเดียวหากมีเจตนาจะให้ประชาชนแต่ละคนมาสมัครทำงานสุดแล้วแต่ว่าผู้ใดจะหลงเชื่อมาสมัครหรือไม่ ถ้ามีประชาชนมาสมัครกันหลายคนก็เป็นต่างกรรมได้ ทั้งนี้ เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 340/2512 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ นายประพนธ์ บุญยะพรหมจำเลย นอกจากนี้หากมีเจตนาอย่างเดียวกัน แต่ประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน ก็เป็นหลายกรรมต่างกันได้ เช่น มีอาวุธปืนและมีวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงครามไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะมีไว้ในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิด 2 กรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1215/2518 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ นายถึง คิดทำจำเลย เหตุนี้การที่จำเลยพาเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเพื่อการอนาจาร

ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดฐานนี้ฐานหนึ่งแล้วและการที่จำเลยพรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไป เสียจากบิดามารดาของเด็กหญิงยงหรือโฉมยง จำเลยก็มีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดฐานนี้อีกฐานหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยดังกล่าวหาใช่กรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้น ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรามีกำหนด 6 ปี และฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี

ไปเสียจากบิดามารดามีกำหนด 3 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกในฐานแรก 2 ปี และในความผิดฐานหลัง 2 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 การฎีกาโต้แย้งเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 10 อีกกระทงหนึ่งกำหนดโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บัญญัติ สุชีวะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · พิทยา มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2554

หลังจากจำเลยกับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงที่ขนำที่เกิดเหตุครั้งแรกแล้ว จำเลยกับพวกยังคงควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้โดยพาผู้เสียหายไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งแล้วร่วมกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2545

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ผู้เสียหายพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2530

ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร กระทำอนาจาร ข่มขืนใจผู้อื่น และหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278,281,284,309และ 310 กับฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567

บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งอำนาจปกครองเป็นอำนาจที่ผูกติดกับสถานะความเป็นบิดามารดาในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างบิดามารดาและบุตร การที่บุคคลอื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจปกครองของบิดามารดา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้