คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ (ก)เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2518 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ 11 ปี จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง (ข) เมื่อวันที่ 4มีนาคม 2519 เวลากลางวัน จำเลยได้พาเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ11 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยใช้มีดเป็นอาวุธขู่เข็ญขืนใจและใช้กำลังฉุดลากให้เด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง ไปกับจำเลยอันเป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม (ค) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2519 เวลากลางวันจำเลยนี้โดยปราศจากเหตุสมควรได้พรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง อายุ 11 ปีไปเสียจากนายหัด
นางประหรือสะอาด สินแสวง ผู้เป็นบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงยงหรือโฉมยง สินแสวง ดังกล่าวในข้อ (ก) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 284, 317,91 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2,7, 10 และ 12จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุกฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 มีกำหนด 6 ปี ให้จำคุกฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 มีกำหนด 3 ปี และให้จำคุกฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 มีกำหนด 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 12 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก จำเลยไว้ 6 ปีจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษลงอีกศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อหาพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดาเป็นการกระทำอันเดียวกัน แต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยเพียงบทเดียว และปัญหาความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์ก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังไม่เหมาะสม พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก2 ปี ฐานพาหญิงไป เพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดก็เบาเกินไป
ขอให้ลงโทษหนักขึ้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการที่จำเลยพาเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเพื่อการอนาจาร และการที่จำเลยพรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเสียจากบิดามารดาซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกันนั้น จะเป็นความผิดหลายบทหรือหลายกระทงนั้นจะต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน และในการพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้ว จะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไปการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เช่นประกาศทางหนังสือพิมพ์รับสมัครบุคคลมาทำงานเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อมาสมัครทำงานอันเป็นความเท็จโดยเจตนาจะหลอกลวงประชาชนนั้น
แม้จะประกาศครั้งเดียวหากมีเจตนาจะให้ประชาชนแต่ละคนมาสมัครทำงานสุดแล้วแต่ว่าผู้ใดจะหลงเชื่อมาสมัครหรือไม่ ถ้ามีประชาชนมาสมัครกันหลายคนก็เป็นต่างกรรมได้ ทั้งนี้ เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 340/2512 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ นายประพนธ์ บุญยะพรหมจำเลย นอกจากนี้หากมีเจตนาอย่างเดียวกัน แต่ประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน ก็เป็นหลายกรรมต่างกันได้ เช่น มีอาวุธปืนและมีวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงครามไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะมีไว้ในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิด 2 กรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1215/2518 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ นายถึง คิดทำจำเลย เหตุนี้การที่จำเลยพาเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไปเพื่อการอนาจาร
ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดฐานนี้ฐานหนึ่งแล้วและการที่จำเลยพรากเด็กหญิงยงหรือโฉมยงไป เสียจากบิดามารดาของเด็กหญิงยงหรือโฉมยง จำเลยก็มีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดฐานนี้อีกฐานหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยดังกล่าวหาใช่กรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้น ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรามีกำหนด 6 ปี และฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี
ไปเสียจากบิดามารดามีกำหนด 3 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกในฐานแรก 2 ปี และในความผิดฐานหลัง 2 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 การฎีกาโต้แย้งเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 10 อีกกระทงหนึ่งกำหนดโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์