Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3991/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยใช้มีดพร้าเฉพาะตัวมีดยาว 15.5 นิ้ว กว้าง 1.8 นิ้วเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว มิได้ฟันซ้ำ ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสกระทำเช่นนั้นได้ ขณะจำเลยยกมีดขึ้นฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกมือซ้ายขึ้นปิดป้อง คมมีดจึงถูกผู้เสียหายที่ข้อมือซ้าย ใบหูซ้ายบริเวณท้ายทอยและกะโหลกศีรษะบริเวณท้ายทอยด้านซ้าย แม้จำเลยจะฟันถูกที่ศีรษะและบริเวณท้ายทอยซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แต่ในขณะที่จำเลยฟัน ผู้เสียหายนั่งอยู่ใต้ซอกโต๊ะ และเป็นการฟันในทันทีหลังจากผู้เสียหายถูกผู้อื่นเตะล้มลง จำเลยจึงฟันส่งไป บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจึงเป็นการบังเอิญ และแม้มีดที่ฟันจะมีความยาวและความกว้างของใบมีดพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้แต่ความลึกของบาดแผลที่ท้ายทอยลึกเพียง 3 เซนติเมตร ที่ใบหูและข้อมือซ้ายลึกเพียง 0.5 เซนติเมตรเท่านั้น แสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายไม่แรง จำเลยจึงมิได้ฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหากแต่มีเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อปรากฏว่ากระดูกบริเวณท้ายทอยแตกร้าวจะหายภายใน 6 สัปดาห์ อันเป็นการเจ็บป่วยจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) แม้โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษตามมาตรา 288,80 ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีมีดพร้ายาวประมาณ 24 นิ้ว 1 เล่ม เป็นอาวุธบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนายแดง รวดเร็ว ผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้มีดพร้าดังกล่าวฟันผู้เสียหายที่บริเวณศีรษะหลายครั้งโดยเจตนาฆ่า และโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยลงมือกระทำความไปแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์ได้ทำการรักษาผู้เสียหายไว้ได้ทันผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาจำเลย เพียง แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 367, 365, 288, 289, 80, 83 และริบมีดของกลางจำเลยให้การรับสารภาพในข้อบุกรุก แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา364, 365 และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด

จำคุก 12 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในหก คงจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยกและให้ริบมีดของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364 ประกอบมาตรา 365 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนักที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในหก

คงจำคุก 10 ปีข้อหาอื่นให้ยกและให้ริบมีดของกลางโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า คืนเกิดเหตุจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของนายแดง รวดเร็ว ผู้เสียหาย แล้วใช้มีดพร้าของกลางเฉพาะตัวมีดยาว 15.5 นิ้ว กว้าง 1.8 นิ้ว ฟันผู้เสียหายได้รับบาดเจ้บ ตามรายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหาย นางพลอยสุต๋า ภรรยาผู้เสียหาย และเด็กชายชาญ รวดเร็ว บุตรของผู้เสียหายว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีบ้านอยู่ใกล้กัน โดยจำเลยเป็นญาติกับนางกลมภรรยาคนก่อนของผู้เสียหาย จำเลยเคยดื่มสุรากับผู้เสียหายเป็นประจำสาเหตุที่จำเลยฟันผู้เสียหายเนื่องมาจากคืนเกิดเหตุเด็กชายชาญไปล่าสัตว์ในป่าแล้วตกต้นไม้ได้รับบาดเจ็บ จึงถูกผู้เสียหายดุ

ด่าด้วยเสียงอันดัง จำเลยกับพวกคือนายศรีนุ่ม สุต๋า กลับจากดื่มสุราผ่านบ้านผู้เสียหาย จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายดุ ด่าเด็กชายชาญ จึงขึ้นไปบนบ้านผู้เสียหาย เกิดทะเลาะโต้เถียงกัน แล้วจำเลยใช้มีดของกลางเป็นอาวุธฟันผู้เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าสาเหตุดังกล่าวมิใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดทำให้จำเลยมีความโกรธแค้นต้องฆ่าผู้เสียหายตามคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านก็ปรากฏว่า หลังจากจำเลยใชั มีดฟันผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายยังคงนั่งพิงฝาอยู่ จำเลยหาได้ฟันซ้ำแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะกระทำเช่นนั้นได้ ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายถูกนายศรีนุ่นเตะล้มลง จากนั้นจำเลยก็ใช้เท้าเหยียบและใช้มีดฟันผู้เสียหายหลายครั้ง แต่จะกี่ครั้งก็ไม่ยืนยัน ส่วนนายศรีนุ่นเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เห็นจำเลยฟันผู้เสียหาย 1 ที พยานก็วิ่งหนีด้วยความตกใจ ส่วนนางพลอยเบิกความว่าเห็นจำเลยฟันผู้เสียหาย 10 กว่าครั้ง ศาลฎีกาพิเคราะห์บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับตามรายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องแล้ว

ปรากฏว่ามีบาดแผลถูกฟันอยู่ 4 แห่ง แต่ละแห่งอยู่ข้างซ้ายของผู้เสียหายทั้งสิ้นคือบริเวณท้ายทอยด้านซ้าย ใบหูซ้าย กะโหลกศีรษะบริเวณท้ายทอยแตกร้าว และที่ข้อมือซ้ายหากจำเลยฟันผู้เสียหายถึง 10 กว่าครั้งดังคำเบิกความของนายพลอย บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับน่าจะมีมากกว่านี้ ตามลักษณะของบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ จำเลยน่าจะฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวตามที่จำเลยนำสืบ กล่าวคือมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าขณะจำเลยยกมีดขึ้นฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกมือซ้ายขึ้นปิดป้อง คมมีดจึงถูกผู้เสียหายที่ข้อมือซ้าย ใบหูซ้าย บริเวณท้ายทอยและกระโหลกศีรษะบริเวณท้ายทอยด้านซ้าย แม้จำเลยจะฟันถูกที่ศีรษะและบริเวณท้ายทอยซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของผู้เสียหายก็ตาม แต่ในขณะทีจำเลยฟันผู้เสียหายนั้น

ผู้เสียหายนั่งอยู่ใต้ซอกโต๊ะ และเป็นการฟันในทันทีหลังจากที่ผู้เสียหายถูกนายศรีนุ่นเตะล้มลง ซึ่งในภาวะเช่นนั้น จำเลยน่าจะไม่มีโอกาสเลือกฟันผู้เสียหาย แต่เชื่อว่าน่าจะฟันส่งไปเท่านั้นเอง บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจึงเป็นการบังเอิญมากกว่า แม้มีดของกลางจะเป็นมีดพร้ามีความยาวและความกว้างของใบมีดพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อพิเคราะห์ความลึกของบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับแล้ว ปรากฏว่าที่บริเวณท้ายทอยมีความลึกเพียง 3 เซนติเมตร ที่ใบหูและข้อมือซ้ายก็ลึกเพียง 0.5 เซนติเมตรเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยฟันผู้เสียหายไม่แรงมากนัก เมื่อคำนึงถึงสาเหตุที่จำเลยฟันผู้เสียหายดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นประกอบด้วยแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้ฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า คงมีเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 มิถุนายน 2532 ว่านายแพทย์กิจจา เจียรวัฒนกนก พยานที่โจทก์จะนำสืบต่อไปเป็นแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายในคดีนี้ มีรายละเอียดบาดแผลตามรายงานการชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้องจริง ซึ่งตามรายงานการชันสูตรบาดแผลดังกล่าวนายแพทย์กิจจา ได้บันทึกความเห็นไว้ว่า เฉพาะบาดแผลภายใน 7 วัน แต่กระดูกที่แตกจะหายภายใน 6 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรกเมื่อได้ความว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงกระดูกบริเวณท้ายทอยแตกร้าว อันเป็นการเจ็บป่วยจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันด้วย จึงต้องฟังว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าผู้เสียหายเพียงได้รับบาดเจ็บ

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา297(8) แม้โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาได้พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา297(8) และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 ให้ลงโทษตามมาตรา 297(8)ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส อุดมวรชาติ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2528

การวิวาทหมายถึงการสมัครใจเข้าต่อสู้ทำร้ายกันคำพูดของจำเลย ที่ว่าการย้ายตำรวจต้องมีขั้นตอนต้องมีคณะกรรมการอย่าไปเชื่อให้มากนัก เป็นเพียงการแสดงความเห็นในการสนทนาเท่านั้น มิได้มีข้อความใด ที่เป็นการท้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471/2537

จำเลยที่ 2 ใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1จำนวน 2 ครั้ง ในลักษณะเลือกแทงและแทงโดยแรง ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลที่คอด้านหลังข้างขวาเหนือกระดูกไหปลาร้า ยาวประมาณครึ่งนิ้ว ลึกเข้าไปข้างใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2529

จำเลยใช้มีดยาว 8 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วแทงผู้เสียหายถูกที่หัวไหล่ 2 แผล ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล 10 วัน และไม่สามารถประกอบกรณียกิจโดยปกติอีก 2 เดือน โดยไม่ปรากฏว่าตั้งใจเลือกแทงอวัยวะสำคัญนั้น กรณียังฟังไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567

พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562

การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้