Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ มีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี ตามมาตรา 1001 โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2) ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 913 ป.พ.พ. มาตรา 1001 ป.วิ.พ. มาตรา 59 ป.วิ.พ. มาตรา 84 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 ป.พ.พ. มาตรา 654

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์จำนวน 30,000,000 บาท ครบกำหนดเมื่อทวงถามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ชำระเป็นรายเดือนของทุกเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดได้ มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกประเภท ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตกลงชำระเป็นรายเดือน เดือนละครั้งหลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 52,559,178.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามสัญญา

จำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ตามฟ้องจริง แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 4 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55160 และ 63679 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 30,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5ต่อปี ครบกำหนดเมื่อทวงถาม ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.14 มีจำเลยที่ 3และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.15, จ.16 และสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.17 คดีสำหรับจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าต้องร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่อุทธรณ์คงมีแต่เฉพาะจำเลยที่ 4 เท่านั้นที่อุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ คงมีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อสู้ไว้ แต่เนื่องจากหนี้ของจำเลยทั้งสี่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) บัญญัติว่า ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ถือว่าได้ทำโดยหรือต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมสิทธิแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ดังนั้น การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ข้อพิจารณาต่อไปมีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.8 ตามลำดับเมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปีหรือไม่ หรือมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 เท่านั้นโดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอะไร ฉบับไหน

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 4 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินใช้ชื่อว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2)ไม่ตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เอง โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 จำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้การต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดไปจากประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ไพศา เจริญวุฒิ · สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9904/2557

เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงิน ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ เพราะวัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2549

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ โดยมิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2544

++ เรื่อง ละเมิด ประกันภัยค้ำจุน ++ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ 1ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4320/2540

คดีมีการชี้สองสถาน เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 15 วัน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 88 (เดิม) จึงไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบ เว้นแต่เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2540

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา169ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกำหนดให้อายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ออกตั๋วสัญ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้