Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบีน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียร วงศ์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เวลาประมาณ 23.45 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางลงของทางด่วนสายรามอินทรา - เอกมัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 ฉะเชิงเทรา ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 สวนทางขึ้นไปบนทางลงของทางด่วนดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันเรียบร้อยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 612,809 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้แนบสำเนากรมธรรม์มาพร้อมคำฟ้องทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ขณะเกิดเหตุรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไม่ได้อยู่ในความครอบครองของผู้เอาประกันภัย ไม่มีผลผูกพันที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 เพื่อนำทรายไปส่งในบริเวณซึ่งกำลังก่อสร้างทางและจอดรถสนิทแล้วโดยเปิดสัญญาณไฟกระพริบไว้ เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสิบตำรวจเอกเสน่ห์

มุกขุนทด ฝ่ายเดียวที่ขับรถยนต์ด้วยเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม หากศาลฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ในวงเงิน 250,000 บาท และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายไม่เกินจำนวนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า นายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ที่จะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ได้ และความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง โจทก์ยังมิได้ซ่อมแซมรถยนต์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงยังไม่ได้รับช่วงสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย 250,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ ซึ่งขณะเกิดเหตุสิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับไปชนกับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ และโจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเรียบร้อยแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคัรเกิดเหตุไไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นั้น

ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์และต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า ในการให้การต่อสู้คดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย

จำเลยที่ 2 คงให้การต่อสู้โต้เถียงข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่น โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนและมิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว

คดีย่อมไม่มีประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบและข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัชลิต ละเอียด · สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12715/2557

คำให้การจำเลยทั้งสิบมิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงไม่มีประเด็นโต้เถียงว่า ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนตามคำฟ้องหรือไม่ เพราะถือว่าจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962/2546

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกินกว่า 2 งวด โจทก์จึงยึดรถที่เช่าซื้อคืน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2544

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2544

++ เรื่อง ละเมิด ประกันภัยค้ำจุน ++ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ 1ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2889/2541

ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ในคดีก่อนฟ้องขับไล่จำเลยและได้ถอนฟ้องไปโดยสละสิทธิในการดำเนินคดีใหม่นั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจในคดีนั้นกระทำการแทนโจทก์ในคดีนี้ ดังนั้น การถอนฟ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้