Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4096/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาทนั้น เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ มิได้เรียกมาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น และขณะยื่นคำฟ้องปรากฏว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าไม่ถึงเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เช่นเดียวกับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยจะได้ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับเจ้าของอาคารซึ่งได้เลิกสัญญาเช่ากับโจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยก่อนที่จำเลยจะทำสัญญาเช่ากับเจ้าของอาคารโดยขณะนั้นโจทก์ยังเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทอยู่จำเลยจึงหาอาจยกสัญญาเช่าของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ไม่ยอมออกจากอาคารพิพาทที่จำเลยอาศัยอยู่โดยสิทธิของโจทก์ได้ไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ให้จำเลยอาศัยห้องเลขที่ ๕๖ ซึ่งโจทก์เช่ามาจากสำนักกานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อเปิดกิจการของจำเลย ต่อมาโจทก์บอกให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องดังกล่าว แต่จำเลยไม่ขนย้าย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ใช้อาคารเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารเลขที่ ๕๖ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้อาศัยโจทก์อยู่ในห้องพิพาท แต่ได้เช่าจากโจทก์โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์ไม่ได้บอกเลิกการเช่า ทั้งเจ้าของอาคารพิพาทได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องค่าเสียหายโจทก์เรียกมาสุงกว่าความจริง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกไปจากห้องพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ ๙,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากห้องพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารพิพาทก็ตามแต่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น คงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทเท่านั้น เมื่อได้ความว่าในขณะยื่นคำฟ้องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้โจทก์เช่าเดือนละ ๔๐๐ บาท ตามสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่สำนักกานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ส่งมาตามที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียก และยังปรากฏจากสำเนาสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่จำเลยอ้างมาท้ายฎีกาอีกด้วยว่า อาคารพิพาทมีอัตราค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยอาศัยและฟ้องขับไล่จำเลยผู้อาศัยออกจากห้องซึ่งอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔

ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานบริษัทโจทก์เป็นผู้เก็บค่าเช่าอาคารพิพาทจากจำเลยและได้เซ็นชื่อไว้ในเอกสารจึงเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ตั้งฝแต่วันฟ้องถึงวันที่จำเลยได้ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ เช่นเดียวกันศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างจำเลยกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กระทำขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาซึ่งโจทก์ยืนยันอยู่ว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้บอกเลิกการเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ โจทก์ยังคงเป็นผู้เช่าอยู่ ดังนั้น จำเลยจะยกสัญญาเช่าดังกล่าวมาเป็นเหตุลบล้างสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งยังมีปัญหาว่าได้เลิกสัญญากันแล้วหรือไม่ และนำสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างจำเลยกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นข้อต่อสู้ไม่ยอมออกจากอาคารพิพาทที่จำเลยได้เข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนสัญญาดังกล่าวหาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเธียร ยูงทอง
ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิโชค ปะถะคามิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2540

แม้สัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจะมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยไม่จำต้องมีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็มีผลผูกพันคู่สัญญาตามระยะเวลาที่ตกลงกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2534

จำเลยรับว่าได้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยจะกลับมาเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าไม่มีอำนาจให้เช่าและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด จำเลยก็ต้องออก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2526

แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 60 แขวงสัมพันธวงศ์เขตสัมพันธวงศ์ แต่บรรยายฟ้องว่าตึกแถวเลขที่ 60 ที่พิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3389 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ ซึ่งต่างแขว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 573/2515

คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองพันบาทและเป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2515

คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้ง จะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าช่วงตึกจากโจทก์ เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้