Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ลูกจ้างเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าครองชีพ เป็นการเรียกร้องเอาค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 เมื่อข้อเรียกร้องนั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ย่อมกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสามคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะบุคคลตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ลงวันที่ 14ตุลาคม 2519 จึงมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนี้ได้คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินซึ่งมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 6ตุลาคม 2519 และยังไม่ยกเลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยย่อมแต่งตั้งคณะบุคคลให้ทำการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 25 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 11 คนเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ตัวแทนลูกจ้างของโจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนสภาพการจ้างรวม27 ข้อ ซึ่งไม่อาจตกลงกันได้ ผู้แทนลูกจ้างได้แจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้าไกล่เกลี่ยสามารถตกลงกันได้ 15 ข้อ กรมแรงงานให้คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ทำการไกล่เกลี่ยตกลงกันได้อีก6 ข้อ กรมแรงงานได้ส่งข้อพิพาทที่ตกลงไม่ได้ให้จำเลยชี้ขาด จำเลยได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยเฉพาะเกี่ยวกับค่าครองชีพ ชี้ขาดให้โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคนคนละ 200 บาทต่อเดือน โจทก์เห็นว่าคำชี้ขาดนี้ผิดต่อข้อเท็จจริงและกฎหมายกล่าวคือ ไม่มีบทกฎหมายใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าครองชีพจากนายจ้างหรือกำหนดให้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าครองชีพแก่ลูกจ้าง

ทั้งไม่มีกฎหมายให้จำเลยมีอำนาจสั่งเช่นนั้นหากโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดให้จ่ายค่าครองชีพแก่ลูกจ้างโจทก์ก็ต้องขาดทุนถึงอาจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในเรื่องค่าครองชีพ หากศาลเห็นว่าจะต้องจ่ายก็ขอให้โจทก์จ่ายไม่เกินคนละ 50 บาทต่อเดือนจำเลยให้การว่า จำเลยมีอำนาจชี้ขาดเกี่ยวกับค่าครองชีพอันเป็นข้อพิพาทแรงงานได้ และคำชี้ขาดของจำเลยถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 25ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 บัญญัติว่า "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน

กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน การที่ลูกจ้างของโจทก์เรียกร้องให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าครองชีพซึ่งเป็นการเรียกร้องเอาค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานจึงเป็นการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันลูกจ้างกระทำได้โดยชอบ เมื่อข้อเรียกร้องนั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ย่อมกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 22วรรคสาม จำเลยในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะบุคคลให้มีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน

ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2519 จึงมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์กับลูกจ้างได้เมื่อ พ.ศ. 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินซึ่งมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 และยังไม่ยกเลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยย่อมแต่งตั้งคณะบุคคลให้ทำการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 25 ได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยเป็นคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งทำการวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์กับลูกจ้างที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 25 วรรคสอง ที่ว่าคำชี้ขาดของคณะบุคคลนั้นให้เป็นที่สุด

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำว่าให้เป็นที่สุดหมายเฉพาะทางฝ่ายปกครองหรือฝ่ายบริหารไม่หมายรวมถึงห้ามนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำชี้ขาดนั้น ปัญหานี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วในชั้นโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา จึงไม่วินิจฉัยซ้ำเมื่อฟังได้ว่าจำเลยมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเกี่ยวกับค่าครองชีพได้ ทั้งการชี้ขาดให้โจทก์จ่ายค่าครองชีพจำเลยก็อาศัยพยานหลักฐานและพฤติการณ์แวดล้อมโดยชอบซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตประการใดแล้ว คำชี้ขาดของจำเลยจึงเป็นที่สุดและโจทก์ต้องปฏิบัติตามดังบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 25 วรรคสองพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัฒน์ ผดุงจิตร · ขจร หะวานนท์ · ธาดา วัชรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2538

ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 เป็นกรณีต่อเนื่องมาจากมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเกิดจากข้อเรียกร้องโดยให้มีผลผูกพันนายจ้างกับลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2531

บริษัทจำเลยและสหภาพแรงงานฯ ซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกอยู่ด้วยได้แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อกันแม้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยแล้วก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยได้เสนอข้อตกล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 26485)

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และมาตรา 22 วรรคสามมิได้จำกัดสิทธิของนายจ้างว่าเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว นายจ้างจะต้องใช้สิทธิปิดงานทั้งหมดเท่านั้น ฉะนั้นนายจ้างย่อมมีสิทธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2530

ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 และมาตรา 22วรรคสาม ไม่มีข้อความตอนใด อันมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของนายจ้างว่า เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว นายจ้างจะต้องใช้สิทธิปิดงานทั้งหมดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2530

การที่โจทก์คลอดบุตรระหว่างที่จำเลยปิดงานอันเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 22วรรคสามนั้น ถึงแม้โจทก์ไม่ได้คลอดบุตรในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์ก็มิได้ทำงานให้จำเลยเพราะจำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้