Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยนำเข้าซึ่งสินค้าเส้นด้ายใย ประดิษฐ์ โดยแสดงว่าจะใช้ผลิตหรือผสมหรือประกอบส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศเพื่อขอคืนอากรโดยจำเลยได้สำแดงรายการเสียภาษีอากรไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าแล้วว่าต้องเสียภาษีอากรประเภทใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยมีธนาคารทำหนังสือค้ำประกันระบุจำนวนเงินไว้ต่อโจทก์ เพื่อขอรับของที่นำเข้าไปจากโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระภาษีอากรแล้ว เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินมิได้ทักท้วงเกี่ยวกับจำนวนภาษีอากรที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าว่าไม่ถูกต้องอย่างใด จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีอากรสำหรับของที่จำเลยนำเข้า เมื่อจำเลยไม่ใช้ของที่นำเข้ามาผลิตหรือผสมหรือประกอบส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องชำระภาษีอากรตามจำนวนที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมด้วยเงินเพิ่ม และมิใช่หน้าที่โจทก์จะต้องติดตามทางถาม หรือแจ้งให้จำเลยนำค่าภาษีอากรไปชำระและมิได้มีบทบัญญัติมาตราใด แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันทันทีดังนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2518แต่จำเลยมิได้ใช้ของที่นำเข้ามานั้นผลิตหรือผสมหรือประกอบสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศภายใน 1 ปี ดังนี้โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีอากรตามจำนวนที่จำเลยสำแดงไว้ นับถัด จากวันที่ครบ 1 ปี คือ วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 686 ป.พ.พ. มาตรา 167 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 40 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ป.พ.พ. มาตรา 169 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 19

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำสินค้าเส้นด้ายเข้ามาในราชอาณาจักร แต่มิได้นำไปใช้ในการผลิตหรือผสมหรือประกอบสินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศภายใน 1 ปี ขอให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 196,123.46 บาทและให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มเติม125,522 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระอากรขาเข้าที่ค้างชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินภาษีการค้า จำนวน 11,692.13 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล

คดีขาดอายุความ จำเลยไม่ใช่ผู้นำเข้า จำเลยไม่ต้องรับผิด โจทก์มีสิทธิบังคับธนาคารผู้ค้ำประกันได้แต่ไม่เรียกจึงไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มวันชี้สองสถาน ทนายจำเลยแถลงรับว่าโจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องเรียกเก็บภาษีอากรการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลได้ และรับว่าจำเลยเป็นผู้นำสินค้าเข้าจริงศาลภาษีอากรกลางงดการชี้สองสถานและงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลภาษีอากรกลางสอบโจทก์จำเลย ทั้งสองฝ่ายรับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 196,123.46 บาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มเติม 125,522 บาทจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามมาตรา 112 ทวิ วรรคแรก เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีอากรของโจทก์ที่ 1 มีความเห็นว่าภาษีอากรที่ผู้นำของเข้าสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าที่ยื่นไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ไม่ถูกต้อง จึงมีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีอากรว่า ผู้นำของเข้าจะต้องเสียภาษีอากรประเภทใดและเป็นจำนวนเท่าใด ตามมาตรา 112ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินจะต้องทำการประเมินภาษีอากรสำหรับของที่ผู้นำของเข้ามาเสียใหม่ เมื่อประเมินเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินจะต้องแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบถึงผลการประเมิน พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้นำของเข้านำค่าภาษีอากรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ไปชำระภายในกำหนด 30 วัน

นับแต่วันทีได้รับแจ้งตามมาตรา 112 ทวิ วรรคแรก ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสผู้นำของเข้า ถ้าไม่พอใจในการประเมินภาษีอากรดังกล่าว ก็อุทธรณ์การประเมินต่ออธิบดีของโจทก์ที่ 1 หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 112 ทวิวรรคสาม แต่ในกรณีที่จำเลยนำของเข้ามาโดยแสดงความจำนงว่าจะใช้ของนั้นผลิต หรือผสม หรือประกอบส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศเพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ จำเลยได้สำแดงรายการเสียภาษีอากรไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าแล้วว่าต้องเสียอากรประเภทใด เป็นจำนวนเท่าใด และได้ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยก ทำหนังสือค้ำประกันระบุจำนวนเงินที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบวางประกันไว้ต่อโจทก์ที่ 1 เพื่อขอรับของที่นำเข้ามาไปจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระภาษีอากรแล้ว

การที่โจทก์ที่ 1 ปล่อยหรือมอบของให้จำเลย โดยยอมรับหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยก เป็นประกัน ก็เป็นเพียงผ่อนผันการชำระภาษีอากรให้แก่ จำเลย มิใช่เป็นการยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระภาษีอากรที่จำเลยจะต้องชำระดังกล่าว เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินมิได้ทักท้วงเกี่ยวกับจำนวนภาษีอากรที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าว่าไม่ถูกต้องและพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินก็มิได้ทำการประเมินภาษีอากรสำหรับของที่จำเลยนำเข้ามาเสียใหม่แต่อย่างใด จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีอากรสำหรับของที่จำเลยนำเข้ามา และจำเลยก็ทราบดีอยู่แล้วว่าของที่จำเลยนำเข้ามาจะต้องเสียภาษีอากรประเภทใดเป็นจำนวนเท่าใด ตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้ากรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 112 ทวิ วรรคแรก

เมื่อจำเลยไม่ใช้ของที่นำเข้ามาผลิต หรือผสม หรือประกอบ ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องนำภาษีอากรตามจำนวนที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าไปชำระแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยเงินเพิ่ม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มิใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1จะต้องติดตามทวงถามหรือแจ้งให้จำเลยนำค่าภาษีอากรดังกล่าวไปชำระ ในเมื่อจำเลยไม่นำค่าภาษีอากรดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้มีบทบัญญัติมาตราใดแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติไว้ว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันได้ทันที และตามพระราชบัญญัติศุลกากรก็ดี

ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้กำหนดระยะเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินติดตามทวงถามได้แต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และหลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันจำเลยนำเงินตามจำนวนในหนังสือค้ำประกันมาหักชำระค่าภาษีอากรซึ่งจำเลยจะต้องชำระแล้วยังขาดอยู่เท่าใด พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่นำภาษีอากรส่วนที่ขาดอยู่มาชำระภายในเวลาที่กำหนด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา ส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686ที่บัญญัติไว้ว่า

"ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใดท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น" ก็เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิเจ้าหนี้ในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แก่ตนได้ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไป และเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แก่ตนเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ มิใช่เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เจ้าหนี้เรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แก่ตนทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัดดังที่จำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันจำเลยนำเงินจำนวนตามหนังสือค้ำประกันมาหักชำระภาษีอากรที่จำเลยจะต้องชำระแล้วยังไม่คุ้มค่าภาษีอากรส่วนที่ยังขาดอยู่จำเลยจะต้องรับผิดชอบพร้อมทั้งเงินเพิ่ม

ดังนั้น เมื่อจำเลยแถลงยอมรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ลงวันที่ 26 มีนาคม 2530 ว่าหลังจากโจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ชำระเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2527 แล้ว จำเลยจะต้องชำระค่าภาษีอากรเพิ่มเติมอีกจำนวน 138,383.34 บาท และเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องจำเลยจะต้องชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 196,123.46บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดตามจำนวนเงินดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันที่จำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 บัญญัติไว้ว่า"อันอายุความนั้นท่านให้นับเริ่มแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..."

คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้นำของเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2518 โดยแสดงความจำนงต่อโจทก์ที่ 1 ว่า จะใช้ของที่นำเข้ามาผลิต หรือผสมหรือประกอบส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด ปี นับแต่วันที่นำของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิและได้ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยก เป็นผู้ทำหนังสือค้ำประกันมาวางประกันต่อโจทก์ที่ 1 เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ปล่อยของให้จำเลยรับไป การที่จำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกันต่อโจทก์ที่ 1 ก็เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ผ่อนผันให้จำเลยยังไม่ต้องชำระราคาภาษีอากร และถ้าจำเลยใช้ของที่นำเข้ามาผลิตหรือผสม หรือประกอบเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี

นับแต่วันที่นำของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ที่ 1 ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้จำเลยไปซึ่งก็ถือเสมือนว่าเป็นการคืนอากรตามมาตรา 19 ตรี ดังนั้น ในระหว่าง 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามา โจทก์ทั้งสองยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีอากรที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า แต่เมื่อครบ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามาแล้ว และจำเลยมิได้ใช้ของที่นำเข้ามาผลิต หรือผสม หรือประกอบ คืนสินค้าส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ โจทก์ทั้งสองจึงเกิดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีอากรตามจำนวนที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า นับถัดจากวันที่ครบ 1 ปี คือวันที่ 1 มิถุนายน 2518 เป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 ยังไม่เกิน 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องเป็นการชอบแล้วอุทธรณืของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นอนึ่ง เนื่องจากศาลภาษีอากรกลางมิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลฎีกาพิพากษาไว้ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้องจึงเห็นสมควรสั่งใหม่ให้ถูกต้องทั้งหมด"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3198/2545

การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกัน และรับของไปจากอารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1527/2538

การที่จะเรียกอากรขาเข้าเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯมาตรา112ตรีนั้นมีได้2กรณีคือกรณีที่มิได้ชำระเงินอากรครบถ้วนตามมาตรา112ทวิกับกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามระเบียบหรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4049/2535

การที่โจทก์นำน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเข้าเป็นอันสำเร็จตั้งแต่ขณะที่เรือนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในเขตท่าที่จะสูบถ่ายน้ำมันจากเรือไปเก็บในถังบนบก เมื่อโจทก์นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรสำเร็จ โจทก์มีหน้าที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2530

ในกรณีที่ผู้นำของเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมศุลกากรให้คืนเงินอากรขาเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ หรือไม่ก็ตาม จะนำของไปจากอารักขาของศุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3661/2566

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นกรุงเทพ (BIBOR) (3 เดือน) บวกร้อยละ 3 ต่อปี และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอนดอน (LIBOR) บวกร้อยละ 3 ต่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้