Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า "ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" เนื่องจากยังมีทายาทอื่นของ อ. และ บ. ที่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแต่ยังมิได้เข้ามาในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่าง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า "ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" เนื่องจากยังมีทายาทอื่นของ อ. และ บ. ที่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแต่ยังมิได้เข้ามาในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และแก้ไขสารบัญจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด

ๆ ทั้งสิ้น และส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4761 เลขที่ดิน 189 ตำบลสุริยวงศ์ (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดที่ดินดังกล่าว คือ บ้านเลขที่ 5 ซอยประดิษฐ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ และส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หรือหากดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ราคา 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า นายอัมพรและนางบุญล้วน มีบุตรด้วยกัน 5 คน นายไพศาล นางพิจิตรา นายไพโรจน์ นางมาลี และโจทก์คดีนี้ ปัจจุบันนายไพศาลและนางมาลีได้เสียชีวิตแล้ว เดิมที่พร้อมบ้านพิพาทมีชื่อนางบุญล้วนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2491 นางบุญล้วนจดทะเบียนเพิ่มชื่อนายอัมพรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2504 นายอัมพรและนางบุญล้วนจดทะเบียนโอนให้นายไพศาล และเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 นายไพศาลจดทะเบียนโอนให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516 โจทก์จดทะเบียนโอนกลับคืนให้นางบุญล้วน และเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520 นางบุญล้วนจดทะเบียนโอนให้แก่นางมาลี ภายหลังนางมาลีถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมาลีจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนางมาลีปรากฏตามโฉนดที่ดินและสารบัญการจดทะเบียนโอนที่ดิน

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสามอ้างว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางมาลี และโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนโจทก์นำสืบว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาท นายอัมพรและนางบุญล้วน บิดามารดายกให้โจทก์ แต่ที่ต้องใส่ชื่อนางมาลีไว้ในฐานะเจ้าของเนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจมีหนี้สินล้นพ้นตัวกลัวว่าเจ้าหนี้จะมานำยึด ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่า นางบุญล้วนมารดายกให้นางมาลี ผู้เป็นบุตรโดยไม่มีเงื่อนไข มีข้อพิจารณาตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรกศาลอุทธรณ์ เห็นว่า คำเบิกความของนางพิจิตรา ซึ่งเป็นพี่สาวของนางมาลีและโจทก์ เป็นพยานคนกลาง

คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือส่วนเหตุผลประการที่สองคือ จดหมายของนางมาลีที่เขียนถึงโจทก์แผ่นที่ 2 มีข้อความว่า "พี่คิดว่าจะพยายาม HOLD บ้านสุรวงศ์นี้ให้ออมสินได้เท่านั้น" คำว่า "HOLD" ตามเจตนาของนางมาลีน่าจะแปลว่า ยึดถือ ซึ่งจะแปลความได้ว่า นางมาลีพยายามจะยึดถือบ้านสุรวงศ์นี้ให้โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับกันบางส่วนได้ความว่า เดิมนายอัมพรและนางบุญล้วน บิดามารดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2495 นายอัมพรก่อตั้งบริษัทธัญญะไทย จำกัด โดยนายอัมพรเป็นกรรมการผู้จัดการปรากฏตามหนังสือรับรองโจทก์ระบุว่านายอัมพรกู้เงินจากธนาคารมาประกอบกิจการและเป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2504 นายอัมพรและนางบุญล้วนจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้นายไพศาล พี่ชายโจทก์ ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 นายไพศาลจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2516 โจทก์จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทภักดีอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปรากฏตามหนังสือรับรอง โดยโจทก์กู้เงินจากธนาคารมาเป็นทุนในการประกอบกิจการและเกรงว่าจะเกิดปัญหาในทางการเงินและถูกยึดทรัพย์สิน และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516 โจทก์จึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนให้นางบุญล้วนปรากฏตามหนังสือสัญญาให้ที่ดิน ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2519 โจทก์จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทโรงพยาบาลเพชรบุรี จำกัด โดยโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ

ปรากฏตามหนังสือรับรอง โดยมีนายอัมพรเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งสองบริษัทดังกล่าว ต่อมากิจการทั้งสองของบริษัทของโจทก์ประสบกับการขาดทุน โจทก์เกรงว่าธนาคารเจ้าหนี้จะบังคับเอากับทรัพย์สินของบริษัททั้งสองและทรัพย์สินของนายอัมพรในฐานะผู้ค้ำประกันจึงปรึกษากับนายอัมพร นางบุญล้วนและพี่น้องคนอื่น ๆ ตกลงให้นางบุญล้วนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้นางมาลี ปรากฏตามสัญญาให้ที่ดิน ซึ่งขณะนั้นนางมาลีจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2518 ปรากฏตามบันทึกการหย่า เห็นว่า พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์มีจำนวน 5 คน นายอัมพร นางบุญล้วน บิดามารดาโจทก์ นายไพศาลพี่ชายคนโตและนางมาลีน้องคนรองสุดท้องเสียชีวิตไปหมดแล้ว

ขณะนี้ยังคงเหลือนางพิจิตร นายไพโรจน์ หรือพันเอกไพโรจน์และโจทก์ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องเท่านั้น ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ นายไพโรจน์หรือพันเอกไพโรจน์มิได้เข้ามาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ จึงไม่ทราบว่ามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นอย่างไรมีข้อน่าพิจารณาตอนที่นางพิจิตราเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่าโจทก์โอนที่ดินคืนให้นางบุญล้วนเพื่อความสบายใจของนางบุญล้วน แสดงให้เห็นว่าทางเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเพิ่มชื่อของตนในโฉนดที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และทายาทอื่น ๆ ได้โดยมิต้องเพิกถอนชื่อของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ออก และแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด

ๆ เป็นของตนทั้งหมดแต่พิจารณาได้ความว่าควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" เนื่องจากคดีนี้ยังมีทายาทอื่นของนายอัมพรและนางบุญล้วน ที่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแต่ยังมิได้เข้าในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ชอบที่จะดำเนินการตามข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์พล ทองจีน · พิชัย อภิชาตอำมฤต · สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้