Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4452/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 387 เป็นเรื่องที่คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติการชำระหนี้แต่การที่จำเลยมีหนังสือสอบถามโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่า ถ้าประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาก็ให้ติดต่อจำเลยภายใน 15 วันนั้น ไม่ใช่ให้โจทก์ชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ติดต่อจำเลยมาตามกำหนด จำเลยก็จะถือเอาเหตุนี้มาใช้บอกเลิกสัญญาไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 แล้วแบ่งแยกที่ดินโอนให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหากปฏิบัติไม่ได้ให้คืนมัดจำและใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์มาติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว และจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต และมีค่าตอบแทนศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 เฉพาะส่วนจำนวน 240 ตารางวา

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วโดยการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 นั้น ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 บอกเลิกการมอบอำนาจมิให้นายวิเศษเป็นผู้แทนจำเลยที่ 1ในการขายที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5แจ้งเรื่องนี้ไปให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์แจ้งเรื่องการทำสัญญาจะซื้อขายและการวางเงินมัดจำให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยเร็ว ปีเศษหลังจากนั้นคือเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2523 จำเลยที่ 1 มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.1 ถึงโจทก์แจ้งให้ทราบว่าถ้าโจทก์ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ภายใน15 วัน

ครั้นวันที่ 22 มกราคม 2523 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการติดต่อจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.3บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ แต่การที่ฝ่ายโจทก์ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือประสงค์ที่จะผูกพันกันต่อไปตามสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือที่จำเลยที่ 1 สอบถามไปหรือไม่นี้ไม่ใช่หนี้ที่โจทก์จะต้องปฏิบัติการชำระ เพราะมิใช่ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1ถือเอาเหตุนี้มาใช้ในการบอกเลิกสัญญา จึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นความผูกพันกันไปแต่ประการใดที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 2 รับโอนที่พิพาทจากจำเลยที่ 1โดยสุจริตไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทไว้กับโจทก์ก่อนนั้น ข้อนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบรับกันฟังได้ว่า นางทองคำ สุทธิละออ พี่สาวของจำเลยที่ 1เคยไปติดต่อขอให้จำเลยที่ 2 ไปรับชำระหนี้ที่นางสมศรีภรรยาจำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้จำเลยที่ 2 ที่สำนักงานทนายความของนายวิเศษ

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 กับนางทองคำไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ฉะนั้นนางทองคำเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 อย่างไรเหตุใดจึงมาติดต่อให้จำเลยที่ 2 รับชำระหนี้ เชื่อว่านางทองคำคงจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ เหตุนี้ คำเบิกความของนางทองคำที่ว่าแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับชำระหนี้ก็โดยจะเอาที่ดินมาขายเพราะนายวิเศษได้ตกลงรับมัดจำจากผู้จะซื้อไว้แล้วจึงมีน้ำหนัก ทั้งเมื่อพิเคราะห์คำให้การของจำเลยที่ 1ที่ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 2 จะต้องขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ2,800 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ตกลงไว้กับโจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 2ทราบเรื่องนี้ก่อนตกลงซื้อขายกับจำเลยที่ 1 แล้ว จึงน่าเชื่อว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 จะรับโอนที่พิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องโอนที่พิพาทให้ผู้อื่นตามสัญญา ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่ารับโอนที่พิพาทไว้โดยสุจริตนั้นไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่พิพาทไว้โดยไม่สุจริต

ชอบที่โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้องได้สำหรับปัญหาเรื่องความเสียหายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานนั้น ข้อนี้โจทก์มีโจทก์ที่ 4 เป็นพยานยืนยันว่าไปติดต่อขอซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จะขายในราคาตารางวาละ3,200 บาท แพงขึ้นกว่าเดิมถึง 400 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในราคาตารางวาละ 200 บาท จึงหาเป็นการเกินสมควรทำนองที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดชา สุวรรณโณ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8505/2561

จำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2561

แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ก็ไม่อาจถือว่าสัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกันทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามสัญญาข้อ 6 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดงวดนั้นดังที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14792/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4039/2557

แม้สัญญาจ้างซ่อมรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าจะต้องซ่อมเสร็จเมื่อใด แต่จำเลยก็มีหน้าที่ต้องซ่อมรถยนต์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยได้รับรถยนต์คันพิพาทไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2556

การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย 2 แปลง คือแปลงหมายเลข 1314 และ 1315 โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 37…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้