คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 199, 288, 289, 313 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามกฎหมาย และริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 313 (2) (3) วรรคท้าย, 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลนั้นเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม
ฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย จำคุกคนละ 1 ปี สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้นั้น ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ส่วนความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)
ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตสถานเดียว (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)) ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด และรถกระบะ 2 คัน ของกลาง
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคท้าย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 86 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตาย และความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นความผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นความผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช่นเดียวกัน
ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ และฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 นายชี ฮุน ผู้ตายเดินทางจากประเทศมาเลเซียมาท่าอากาศยานหาดใหญ่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 มีคนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายติดต่อไปยังนางฮุยหรือฮวย ผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายที่ประเทศมาเลเซียอ้างว่าเป็นล่ามให้กับคนร้ายและบอกว่าผู้ตายถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ คนร้ายเรียกเงิน 8,000,000 บาท ผู้เสียหายต่อรองจนตกลงกันที่ 1,500,000 บาท วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้เสียหายโอนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทสินทวีทัวร์ จำกัด ที่ธนาคารเมย์แบงก์ แต่คนร้ายแจ้งผู้เสียหายว่าเบิกเงินไมได้ ให้ผู้เสียหายไปถอนเงินออกมา ผู้เสียหายจึงเดินทางจากประเทศมาเลเซียมาเบิกเงิน คนร้ายติดต่อให้ผู้เสียหายนำเงินทั้งหมดไปวางไว้ที่บริเวณใกล้ปากซอยขจรอุทิศ
ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วให้ผู้เสียหายไปรอรับผู้ตายที่ด่านนอก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ผู้เสียหายนำเงิน 1,500,000 บาท ไปวางไว้บริเวณปากซอยขจรอุทิศ แล้วไปรอรับผู้ตายตามที่คนร้ายบอก แต่คนร้ายไม่นำผู้ตายมาส่งให้ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2557 พระภิกษุสุวัฒน์ พระลูกวัดธรรมประดิษฐ์หรือวัดดอนคันตก ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พบอวัยวะบางส่วนของมนุษย์โผล่มาจากพื้นดินทางทิศเหนือของเกาะบรรทมหรือเกาะทอมห่างจากวัดประมาณ 1 กิโลเมตร จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสทิงพระ วันที่ 20 มีนาคม 2557 พระภิกษุสุวัฒน์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปยังบริเวณที่พบศพ
ปรากฏว่าศพมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ลำคอด้านหน้ายาว 15 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกซ้ายใกล้รักแร้ทะลุเข้าช่องอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร กระดูกซี่โครงด้านหน้าข้างซ้าย ซี่ที่ 2 ถึงที่ 5 หัก แพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุการตายเนื่องจากการบาดเจ็บของอวัยวะบริเวณคอจากบาดแผลถูกของมีคม เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสทิงพระติดต่อให้ผู้เสียหายมาดูศพ ผู้เสียหายเดินทางมาดูศพ เสื้อผ้าและรองเท้าของศพ แล้วยืนยันว่าเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นของผู้ตาย และขอให้พนักงานสอบสวนนำสารพันธุกรรม (ดี เอ็น เอ) ของนายยอง ชอน บุตรชายของผู้ตายไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับ ดี เอ็น เอ ของผู้ตาย ต่อมาพนักงานสอบสวนติดต่อผู้เสียหายมาพบและแจ้งผลการตรวจ
ดี เอ็น เอ ว่า ผลการตรวจเปรียบเทียบ ดี เอ็น เอ แพทย์ยืนยันว่า ผู้ตายคือนายชี ฮุน พันตำรวจเอกศักดา ทำการสืบสวนและสอบสวนพบว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างนายศักดิ์เดชาหรือบังเหล็บ จำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 17 เมษายน 2557 พันตำรวจเอกศักดาพร้อมพวกเดินทางไปบ้านพักจำเลยที่ 1 ทำการตรวจค้นและยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ แล้วจำเลยที่ 1 พาไปตรวจค้นบ้านภริยาจำเลยที่ 2 ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ พันตำรวจเอกศักดาสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำได้ความว่า คนร้ายรายนี้มีนายบังเหล็บและจำเลยทั้งสาม พันตำรวจเอกศักดาให้จำเลยที่ 1 ติดต่อให้จำเลยที่ 3 ไปพบที่ศูนย์บริการรถยนต์โตโยต้า สาขาสามสิบเมตรหาดใหญ่
เมื่อจำเลยที่ 3 ไปถึง พันตำรวจเอกศักดาให้จำเลยที่ 3 พาไปตรวจค้นบ้านภริยาจำเลยที่ 3 ยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย จำเลยที่ 3 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายหรือไม่
พยานโจทก์มีพันตำรวจเอกศักดาเบิกความว่า พยานสอบสวนจำเลยที่ 2 ไว้ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้ร่วมกระทำความผิดจริง และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 3 ไว้ในฐานะผู้ต้องหา จำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่าได้ร่วมกระทำความผิดจริง คดีมีปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าจะรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 บัญญัติไว้ความว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ตามสภาพ ลักษณะ