Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4733/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายพิเศษการฟ้องบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะคุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสำคัญ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงฟ้องขอให้บังคับให้รื้อถอนได้เสมอหากอาคารที่ก่อสร้างโดยฝ่าฝืนกฎหมายยังคงอยู่กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 กำหนดว่าการก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนกฎหมายในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องบังคับ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ครอบครองอาคารพิพาทได้ อาคารพิพาทเป็นตึกแถว จึงอยู่ในบังคับของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522ข้อ 76(4) ให้ต้องมีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุมไว้เป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตรการที่อาคารของจำเลยทุกห้องมีการดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเต็มที่ว่างด้านหลังอาคารทุกชั้นรวมทั้งการต่อเติมอีก 2 ชั้น ดังกล่าวย่อมเห็นได้โดยสภาพว่าไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ดังกล่าวได้ นอกจากจะรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมดังกล่าวออกไป การที่โจทก์สั่งให้จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 รื้อถอนโดยไม่สั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงจึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ทั้งสามสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยกำหนดให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 174 จำเลยที่ 4รื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 180 และจำเลยที่ 5 รื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 176 และเลขที่ 178 ถนนสวนมะลิ 1 (มหาจักร)แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด)กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15116, 15113,15114 และ 15115 กรุงเทพมหานคร โดยให้รื้อถอนชั้น 5 และชั้น 6ของอาคารพิพาท กับให้รื้อถอนอาคารพิพาทส่วนที่ก่อสร้างต่อเติมปกคลุมด้านหลังตึกแถวพิพาทชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 6 ออกให้เว้นเป็นช่องว่างปราศจากสิ่งปกคลุมมีความกว้าง 2 เมตร หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารพิพาทได้เอง โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายตามส่วนระหว่างพิจารณา ก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้เป็นผู้ก่อสร้างอาคารพิพาทและไม่เคยได้รับคำสั่งจากโจทก์ให้รื้อถอนอาคารพิพาท โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อพ้นกำหนด10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ตรวจพบการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแบบแปลนและแผนผังบริเวณ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตึกแถวพิพาทยังอยู่ในวิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบแปลนให้ถูกต้องได้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่จำต้องรื้อถอนตึกแถวพิพาทส่วนที่ต่อเติม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 174 ถนนสวนมะลิ 1 แขวงวัดเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 180 ถนนสวนมะลิ 1 แขวงวัดเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 5 รื้อถอนอาคารพิพาทเลขที่ 176 และเลขที่ 178 ถนนสวนมะลิ 1แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนและแผนผังบริเวณตามที่ได้รับอนุญาต โดยให้รื้อถอนอาคารพิพาทชั้นที่ 5 และชั้นที่ 6ของแต่ละอาคารออกไป กับให้รื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างต่อเติมด้านหลังอาคารพิพาททั้ง 6 ชั้น ของแต่ละอาคารออกไปโดยเว้นด้านหลังอาคารพิพาทแต่ละอาคารเป็นที่ว่าง ปราศจากสิ่งปกคลุมมีความกว้างเป็นระยะ 2 เมตร หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนเองได้ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามส่วนที่แต่ละคนจะต้องรับผิดในการรื้อถอนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพิพาทเลขที่ 174 โดยซื้อมาจากบุคคลอื่นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2525 และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองอาคารจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพิพาทเลขที่ 180 โดยซื้อมาจากบุคคลอื่นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 และจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพิพาทเลขที่ 176 และ 178 โดยซื้อมาจากบุคคลอื่นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 อาคารพิพาททั้ง 4 ห้องเป็นตึกแถวติดต่อกันตั้งอยู่ถนนสวนมะลิ 1 (มหาจักร) แขวงวัดเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด) กรุงเทพมหานคร เดิมนายสุวรรณ วาณิชย์สถาพร เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ตึกแถว 4 ชั้น แต่ได้มีการดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตคือก่อสร้างเพิ่มเติมเป็น 6 ชั้น และต่อเติมด้านหลังเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กปิดทางเดินด้านหลังอาคารทั้งหมดทุกห้องจนเต็มพื้นที่โดยไม่เว้นที่ว่างด้านหลังปราศจากสิ่งปกคลุมไว้เป็นทางเดินมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร ซึ่งโจทก์ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

คงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดังต่อไปนี้ประเด็นข้อแรก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาทำนองเดียวกันว่าการฟ้องคดีเรื่องดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพิพาทเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2525 จำเลยที่ 4 และที่ 5รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพิพาทมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 และโจทก์ทราบเรื่องการดัดแปลงอาคารพิพาทก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2525แต่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 และฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อวันที่ 25 และ 29 ธันวาคม 2535 ตามลำดับ

ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายพิเศษการฟ้องบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะคุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสำคัญ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงฟ้องขอให้บังคับรื้อถอนได้เสมอ หากอาคารที่ก่อสร้างโดยฝ่าฝืนกฎหมายยังคงอยู่ กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้ฎีกาของจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นประเด็นข้อที่สอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การก่อสร้างอาคารพิพาททนายสุวรรณเป็นผู้ก่อสร้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่มีส่วนรู้เห็นในการก่อสร้าง จึงไม่ต้องรับภาระเป็นผู้รื้อถอนตามฟ้องนั้น

เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 42 กำหนดว่าการก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนกฎหมายในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนั้นโจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ครอบครองอาคารพิพาทได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นประเด็นข้อที่สาม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ไม่ทราบคำสั่งให้รื้ออาคารพิพาทส่วนที่ดัดแปลงต่อเติม เห็นว่า การแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว

ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าวเรื่องนี้ได้ความจากนายนิพนธ์ หาญพันธุ์บุษกร พยานโจทก์ว่าได้ดำเนินการแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วแต่ไม่มีผู้รับ ปรากฏตามใบแจ้งผลการไต่สวนเอกสารหมาย จ.13 จึงได้นำคำสั่งดังกล่าวไปปิดไว้ที่อาคารพิพาทเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2530 และวันที่ 2 เมษายน 2530โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปเป็นพยานด้วย ปรากฏตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.15 และ

จ.16 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่นำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่าไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งและไม่มีเจ้าหน้าที่ไปปิดประกาศที่อาคารพิพาท จึงไม่น่ารับฟัง เชื่อว่าโจทก์ได้ดำเนินการแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามที่กฎหมายกำหนดโดยชอบแล้วจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วตามมาตรา 47 ทวิ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันประเด็นข้อสุดท้าย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า อาคารพิพาทส่วนที่ก่อสร้างต่อเติมสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โจทก์จึงสั่งให้รื้อถอนโดยไม่สั่งให้ดำเนินการแก้ไขก่อนไม่ได้ เรื่องนี้ข้อเท็จจริงรับกันว่าอาคารพิพาทของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5ทั้ง 4 ห้องอยู่ติดต่อกันได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารตึกแถว 4 ชั้น แต่ได้มีการดัดแปลงต่อเติมเป็นอาคาร 6 ชั้นและยังดัดแปลงต่อเติมด้านหลังเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเต็มพื้นที่ด้านหลังทั้ง 6 ชั้น โดยไม่ได้กันที่ว่างด้านหลังอาคารปราศจากสิ่งปกคลุมไว้เป็นทางเดิน

มีความกว้างไม่น้อยกว่า2 เมตรตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 โจทก์เห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องจึงมีคำสั่งให้รื้อถอน เห็นว่า อาคารพิพาทเป็นตึกแถวจึงอยู่ในบังคับของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 76(4) ให้ต้องมีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุมไว้เป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตรการที่อาคารของจำเลยทุกห้องมีการดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเต็มที่ว่างด้านหลังอาคารทุกชั้นรวมทั้งการต่อเติมอีก 2 ชั้นดังกล่าวย่อมเห็นได้โดยสภาพว่าไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่อง

ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ได้ นอกจากจะรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมดังกล่าวออกไป การที่โจทก์สั่งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รื้อถอน โดยไม่สั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้นทุกข้ออนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 8,000 บาทนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การกำหนดค่าทนายความในอัตราดังกล่าวจึงเกินกว่าตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เห็นควรกำหนดให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในศาลชั้นต้น สำนวนละ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่างใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาสำนวนละ 1,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศุภชัย ภู่งาม · สุรินทร์ นาควิเชียร · วุฒินันท์ สุขสว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15991/2556

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้มีการปิดประกาศคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2555

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารโดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5693/2549

คำสั่งที่ให้โจทก์รื้อถอนอาคารเป็นคำสั่งของนายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 ซึ่งมาตรา 42 ให้อำนาจไว้โดยเฉพาะแยกต่างหากจากการสั่งในฐานะเป็นผู้กระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2544

โจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย อันเป็นการต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแบบ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9608/2539

โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างผิดแบบ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52บัญญัติให้จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้