คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 56, 83 และสั่งริบรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-9049 ขอนแก่นของกลางผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้องโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าเดิมนายชาญวุฒิเช่าซื้อรถยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องตามสัญญาเอกสารหมายร.4 ต่อมานายชาญวุฒิผิดสัญญา
ผู้ร้องได้ให้นายชาญวุฒิทำสัญญาเช่าซื้อใหม่ ตามสัญญาเอกสารหมาย ร.5 นายชาญวุฒิชำระค่าเช่าซื้อในครั้งหลังนี้เพียง 3 งวด ค้างอยู่อีก 6 งวด เห็นว่าผู้ร้องให้นายชาญวุฒิทำสัญญาเช่าซื้อขึ้นใหม่อีกนั้น เป็นกรณีผู้ร้องประสงค์จะได้ค่าเช่าซื้ออันเป็นปกติธรรมดาเท่านั้น และเมื่อนายชาญวุฒิชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2531 นั้นก็ตรงกับงวดที่ 6 ถ้านายชาญวุฒิมิได้ผิดสัญญา เงินที่ค้างชำระทั้งหมดคิดได้ 122,400 บาท และตามสัญญาเช่าซื้อก็ได้ระบุไว้ทำนองว่า ไม่ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางจะเกิดความเสียหายหรือสูญหายไปด้วยประการใด ผู้เช่าซื้อก็ต้องชำระหนี้แก่ผู้ร้องเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จึงเชื่อได้ว่าผู้ร้องไม่มีความประสงค์จะยึดรถยนต์บรรทุกของกลางคืนจากนายชาญวุฒิแต่ประการใด
พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่าผู้ร้องร้องขอของกลางคืนเพื่อประโยชน์ของนายชาญวุฒิผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต และแม้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีพยานมาสืบว่าผู้ร้องและนายชาญวุฒิมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางกระทำความผิดคดีนี้ เพราะผู้ร้องมีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ว่าตนเองและนายชาญวุฒิมิได้รู้เห็นเป็นใจในการนี้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางพิพากษายืน.