Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4871/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มิได้ชำระเงินค่างวดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แม้โจทก์ชำระค่างวดล่วงเลยเวลาที่กำหนดจำเลยก็ยอมรับเงินนั้นตลอดมาไม่ได้มีการทักท้วงหรือให้จ่ายเบี้ยปรับตามสัญญาแต่อย่างใดแสดงว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาการชำระค่างวดเป็นสาระสำคัญดังนั้นแม้โจทก์จะผิดสัญญาในข้อนี้จำเลยก็จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญายังมิได้แต่จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา387เสียก่อนการที่จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งริบเงินมัดจำและบอกเลิกสัญญานั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยเพื่อขอให้ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามสัญญาหรือจะเลิกสัญญาแก่โจทก์หากจำเลยไม่ตอบแจ้งมาภายใน10วันจะถือว่าจำเลยประสงค์เลิกสัญญาและจำเลยไม่ตอบไปให้โจทก์ทราบแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาจะเลิกสัญญาอยู่การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยวาเมื่อจำเลยไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหายตามหนังสือชดใช้ค่าเสียหายคืนสู่สภาพเดิมเอกสารหมายจ.9นั้นถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาสนองตอบตกลงเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วสัญญาว่าจ้างงานสถาปัตยกรรมห้องชุดและควบคุมงานและสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันโดยความตกลงของคู่สัญญาผลของการเลิกสัญญาโดยความตกลงของคู่สัญญาเช่นนี้เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาได้มีการตกลงกันไว้ประการใดก็ต้องให้คู่สัญญาได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา391โดยที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ15ต่อปีตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดนั้นใช้บังคับสำหรับกรณีที่มีการผิดสัญญาและคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแต่การเลิกสัญญาโดยความตกลงของคู่สัญญาโดยไม่ได้มีการผิดสัญญาและคู่สัญญามิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยประการใดเงินที่ได้ชำระกันตามสัญญาผู้รับเงินจึงต้องคืนเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่เวลาที่ได้รับไว้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้ออาคารชุดชั้นที่ 21 ห้อง 21 ดี เนื้อที่ประมาณ 370.50ตารางเมตร จากจำเลยในราคา 12,100,000บาท หลังจากโจทก์ชำระค่างวดถึงงวดที่ 9 แล้วโจทก์จำเลยต่างผ่อนผันการชำระเงินค่างวดโดยปริยาย ทั้งนี้เนื่องจากในระหว่างก่อสร้างจำเลยดำเนินงานก่อสร้างล่าช้า ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2535โจทก์นัดเจ้าหน้าที่จำเลยเพื่อรับชำระค่างวด ณ ที่ทำการโจทก์ตามปกติที่เคยปฏิบัติแต่ปรากฏว่าแทนที่จำเลยจะส่งเจ้าหน้าที่รับเงินค่างวดจากโจทก์กลับส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำโดยมิได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยนัดชำระค่างวด

จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย จำเลยคงยืนยันที่จะเลิกสัญญาทั้งที่โจทก์ไม่ได้ผิดนัดหรือผิดสัญญา ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวมค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 7,059,428 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,059,428 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 6,194,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่าการชำระค่างวดโดยผิดนัดสัญญาเป็นความผิดของโจทก์เองทั้งสิ้น โจทก์จะอ้างเอาการก่อสร้างล่าช้ามาเป็นเหตุไม่ชำระเงินตามงวดไม่ได้ ทั้งจำเลยมิได้ก่อสร้างล่าช้าตามที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินมัดจำนับแต่งวดที่ 10 เป็นต้นไปจำนวน 14 งวด

ทั้งโจทก์ก็แสดงเจตนาโดยแจ้งชัดว่าไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญา จำเลยจึงมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งริบเงินมัดจำและบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยนัดให้เจ้าหน้าที่หรือตัวแทนจำเลยหรือจำเลยไปรับเงินมัดจำ การกระทำของโจทก์ไม่สุจริต จำเลยไม่ต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 865,428 บาทและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,700,000 บาท ให้แก่โจทก์แต่ประการใด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,926,714 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,494,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2535)จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ และ จำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้ออาคารชุดพิพาทซึ่งเป็นอาคารชุดโครงการ เลอ รัฟฟิเน่ 24 ชั้นที่ 21 ห้อง 21 ดีเนื้อที่ประมาณ 370.50 ตารางเมตร จากจำเลยในราคา 12,100,000 บาทในวันจองโจทก์ชำระเงินมัดจำจำนวน 242,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระราคาอีกจำนวน 605,000 บาท และโจทก์จำเลยตกลงว่าโจทก์จะชำระราคาระหว่างก่อสร้างอีก 25 งวด งวดละ 183,000 บาทโดยชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน ส่วนที่เหลือ 6,678,000 บาทชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดเอกสารหมาย จ.1 ต่อมามีการทำสัญญาแยกประเภทของสัญญาเป็น 2 ฉบับ คือ สัญญาว่าจ้างงานสถาปัตยกรรมห้องชุดและควบคุมงานในราคา 1,815,000 บาท และสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดในราคา 10,285,000 บาท โดยโจทก์ตกลงจะผ่อนชำระราคาระหว่างก่อสร้างทุกวันที่ 30 ของเดือน

ชำระงวดแรกในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 เป็นต้นไป ตามสัญญาว่าจ้างงานสถาปัตยกรรมห้องชุดและควบคุมงาน และสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.4 และ ล.3 ตามลำดับ) ปรากฏว่าโจทก์ชำระค่างวดตรงตามกำหนดเวลาบ้างไม่ตรงตามกำหนดเวลาบ้าง โดยชำระให้แก่จำเลยรวมทั้งสิ้น 9 งวด เป็นเงิน 2,494,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 เมษายน2535 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งริบเงินมัดจำและบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.11(ตรงกับเอกสารหมาย ล.7) แล้วโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอให้จำเลยยืนยันว่าจะปฏิบัติตามสัญญาหรือจะเลิกสัญญาแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ตอบแจ้งมาภายใน 10 วัน จะถือว่าจำเลยประสงค์เลิกสัญญาตามหนังสือขอคำยืนยันเอกสารหมาย

จ.7 จำเลยไม่ตอบหนังสือโจทก์โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยขอให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหาย ตามหนังสือชดใช้ค่าเสียหาย คืนสู่สภาพเดิมเอกสารหมาย จ.9 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าสัญญาว่าจ้างงานสถาปัตยกรรมห้องชุดและควบคุมงาน และสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้วหรือไม่ และจำเลยจะต้องชดใช้เงินที่ได้รับไว้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดเอกสารหมาย จ.3 (ล.3) ข้อ 3.3 กำหนดว่า หลังจากวันทำสัญญาแล้วผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระเงินค่าซื้อขายระหว่างการก่อสร้างโครงการอีก 25 งวด งวดละ 183,000 บาท โดยจะผ่อนชำระทุกวันที่ 30ของเดือนติดต่อกันโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2533 เป็นต้นไปได้ความว่าโจทก์มิได้ชำระเงินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

เมื่อตามที่ปฏิบัติต่อกันโจทก์ชำระค่างวดล่วงเลยเวลาที่กำหนด จำเลยก็ยอมรับเงินนั้นตลอดมา ไม่ได้มีการทักท้วงหรือให้จ่ายเบี้ยปรับตามสัญญาข้อ 5.8 แต่อย่างใดแสดงว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาการชำระค่างวดเป็นสาระสำคัญ แม้โจทก์จะผิดสัญญาในข้อนี้ จำเลยก็จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญายังมิได้ แต่จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อนการที่จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งริบเงินมัดจำและบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.11 (ล.7) นั้น เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่โจทก์ เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยเพื่อขอให้ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามสัญญาหรือจะเลิกสัญญาแก่โจทก์

หากจำเลยไม่ตอบแจ้งมาภายใน 10 วัน จะถือว่าจำเลยประสงค์เลิกสัญญาตามหนังสือขอคำยืนยันเอกสารหมาย จ.7 และจำเลยไม่ตอบไปให้โจทก์ทราบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาจะเลิกสัญญาอยู่ การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยว่า เมื่อจำเลยไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหายตามหนังสือชดใช้ค่าเสียหาย คืนสู่สภาพเดิมเอกสารหมาย จ.9 นั้นถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาสนองตอบตกลงเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วสัญญาว่าจ้างงานสถาปัตยกรรมห้องชุดและควบคุมงาน และสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันโดยความตกลงของคู่สัญญา ผลของการเลิกสัญญาโดยความตกลงของคู่สัญญาเช่นนี้

เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาได้มีการตกลงกันไว้ประการใดก็ต้องให้คู่สัญญาได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานั้น เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี ตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารชุดเอกสารหมาย จ.3(ล.3) นั้นใช้บังคับสำหรับกรณีที่มีการผิดสัญญาและคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญา แต่การเลิกสัญญาโดยความตกลงของคู่สัญญาโดยไม่ได้มีการผิดสัญญา และคู่สัญญามิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยประการใด เงินที่ได้ชำระกันตามสัญญาผู้รับเงินจึงต้องคืนเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพงษ์ สนธิเณร · สมภพ โชติกวณิชย์ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6615/2553

เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลย คู่สัญญาจึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือและจำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2546

สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านระบุว่าโจทก์จะชำระค่าจ้างในวันทำสัญญา150,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการชำระเงินงวดที่ 1 และชำระเงินงวดอีก 1,433,190บาท โดยแบ่งชำระรวม 21 งวด ภายในวันที่ 20 ของเดือน ส่วนที่เหลือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8505/2561

จำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14792/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2556

การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย 2 แปลง คือแปลงหมายเลข 1314 และ 1315 โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 37…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้