Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 504515)

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานลักทรัพย์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการจัดโค่นต้นยางลงก่อน ดังนั้นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์ จึงเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวการกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 90 ป.อ. มาตรา 335 ป.วิ.อ. มาตรา 213 ป.วิ.อ. มาตรา 225 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 73 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3059/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธิ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ฐานลักทรัพย์ ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3059/2546 ของศาลชั้นต้น ที่ถูกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวให้การปฏิเสธ และถูกแยกฟ้องจากคดีดังกล่าวแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 940/2547 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อดังกล่าว

ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันตัดต้นยาง 1 ต้น ราคา 6,000 บาท ของนางอำนวยและนายสมี ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 มีความผิดตามฟ้อง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า มิได้ร่วมกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตกับฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี

ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 แต่กระทงไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่ามิได้กระทำความผิดเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายส่ง นางสาวพุทธิดา นางสำอาง นายสมจิต นายบุญศรี นายทอง นายศักดิ์ธานี และนายศราวุธ เบิกความสอดคล้องกันถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดคดีนี้เริ่มตั้งแต่นางสำอางจ้างจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ให้มาตัดต้นประดู่และต้นหาด ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มาพบ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 พูดเรื่องจะร่วมกันตัดต้นยางของผู้เสียหายโดยจะแบ่งไม้กันเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งให้เจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนหนึ่งให้เจ้าของไม้ ส่วนที่สามให้ผู้ตัดไม้ ต่อมาจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้เลื่อยโซ่ตัดต้นยางดังกล่าวโดยใช้กระแสไฟฟ้าจากบ้านของจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ

เมื่อโค่นต้นยางลงแล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 ใช้ตลับเมตรวัดความยาวไม้ยาง จำเลยที่ 5 ใช้มีดอีโต้ทำเครื่องหมาย จำเลยที่ 6 ใช้เลื่อยวงเดือนผ่าไม้ยางเป็นท่อน จำเลยที่ 7 ถือแบตเตอรี่ฉายส่องให้ตัดไม้ จำเลยที่ 8 ใช้ใบไม้ปัดขี้เลื่อยออก จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยืนมองดู ต่อมามีการขนย้ายไม้ยางไปไว้ที่สวนของนายเปลี่ยน ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุนั้น จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์มีการแปรรูปไม้เป็นแผ่น เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยาน คำเบิกความมีสาระตรงกันไม่ปรากฏพิรุธให้สงสัยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 ออกตรวจพื้นที่กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ตำบลตาอุด และตำบลศรีตระกูล

ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา แล้วกลับมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปรือใหญ่ หลังจากนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านพัก ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 อยู่ที่บ้านพักส่วนจำเลยที่ 8 อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอยๆ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นตัวการร่วมกันตัดโค่นต้นยางของผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของนายส่ง นางสาวพุทธิดา นางสำอาง นายสมจิต นายบุญศรี นายทอง นายศักดิ์ธานี และนายศราวุธ พยานโจทก์ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันว่าหลังเกิดเหตุพบว่าไม้ยางที่ถูกตัดโค่นถูกตัดแบ่งเป็น 3 ท่อน และถูกนำไปเก็บและแปรรูปที่สวนของนายเปลี่ยนซึ่งอยู่ห่างบ้านของนางสำอางประมาณ 50 เมตร โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นเป็นคนลักลอบขนย้ายไม้ท่อนดังกล่าวไป จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นตัวการให้มีการขนย้ายไม้ยางท่อนไปเก็บและแปรรูปที่สวนของนายเปลี่ยนจึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว และไม่ว่านายสมีจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่

ก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่าการกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการตัดโค่นต้นยางลงก่อน ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า เป็นความผิดหลายกรรม

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่านายสมีเบิกความว่า พยานได้แจ้งความประสงค์กับพนักงานสอบสวนว่า ไม่ประสงค์จะเอาเรื่องจำเลยทั้งแปด เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวหาว่าจำเลยทั้งแปดเป็นผู้ตัดต้นยางที่เกิดเหตุ

ทั้งไม่สอบถามบุคคลละแวกใกล้เคียงแล้วก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตัดต้นไม้ดังกล่าว การแจ้งความจึงไม่เป็นการร้องทุกข์ การสอบสวนไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะต้องสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ไม่ว่าจะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือไม่ คำเบิกความของนายสมีดังกล่าวไม่มีผลทำให้การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 ฎีกาอีกว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแต่เพียงว่า ร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ด้วย การสอบสวนเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องข้อหาร่วมกันลักทรัพย์

เห็นว่า การแจ้งข้อหามีเจตนาเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบและเข้าใจถึงการกระทำของตนว่าเป็นความผิด เมื่อได้แจ้งข้อหาอันเป็นความผิดหลักแล้ว หาจำต้องแจ้งข้อหาความผิดอื่นที่เกี่ยวพ้นด้วยไม่ เมื่อการสอบสวนได้ความว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดข้อหาอื่นอีกก็ถือว่ามีการสอบสวนข้อหาอื่นที่เกี่ยวพ้นนั้นแล้ว ดังนั้น การสอบสวนรวมทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า ควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 หรือไม่ เห็นว่า ต้นยางของผู้เสียหายที่ถูกโค่นมีเส้นรอบวง 2 เมตร 80 เซนติเมตร นับว่าเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงจึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษให้เป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล พิชยวัฒน์ · เกษม วีรวงศ์ · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2544

ไม้สักแปรรูปที่เจ้าพนักงานยึดเป็นของกลางในคดีนี้มีจำนวนเพียง 1 แผ่น ปริมาตร 0.268 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนักประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2540

ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานก่นสร้างแผ้วถางป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11,73 วรรคสอง และมาตรา 54,72 ตรี เมื่อเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2530

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหา เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้สัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3948/2566

ประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพียงมีผลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2566

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้