Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากร่วมกันกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด โดยถือว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 5 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 แล้วมอบให้จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปแบ่งปันกันเป็นทอดๆ อันมีลักษณะของการกระทำความผิดเป็นขบวนการ ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อจับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 5 และเมื่อจับจำเลยที่ 5 ได้ จำเลยที่ 5 รับว่ารับแมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ช่วยติดต่อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวางแผนขยายผลการจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในคดีนี้ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่นโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด เป็นของกลางได้จากบ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และยึดเงินจำนวน 65,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เวลา 1.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าสาขาปิ่นเกล้า ต่อมาเวลา 2.30 นาฬิกา จับจำเลยที่ 5 ได้ที่บริเวณหน้าสถานอาบอบนวดเหมยฮัว และยึดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน พฮ 5439 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 5 ที่จอดอยู่หน้าสถานอาบอบนวดดังกล่าว

ยึดเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด อ้างว่าซุกซ่อนไว้ในช่องเก็บของด้านหน้ารถ กับเงินจำนวน 340,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 5 เป็นของกลาง และเวลา 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 6 ได้บริเวณหน้าโรงแรมสยามบริเวอรี่ และยึดเงินจำนวน 270,000 บาท กับรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 6 ศ - 8374 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 6 เป็นของกลาง เฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว

ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พันตำรวจเอกวิจิตรผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้วและชุดสืบสวนปราบปรามยาเสพติดของสถานีตำรวจดังกล่าว ได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีชาวเขานำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าจึงรายงานให้พลตำรวจโทนพดลผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ พลตำรวจโทนพดลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว วางแผนจับกุมคนร้ายที่นำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว

ร้อยตำรวจเอกบัญชากับพวกจึงร่วมกันวางแผนจับกุมในวันเดียวกัน ต่อมาเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพกับพวกรวมกันประมาณ 15 คน ไปที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว พบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนอยู่หน้าบ้าน พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอาการลุกลี้ลุกลนจะวิ่งหนี พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้และเข้าไปในบ้านพบถุงพลาสติก 1 ถุง วางอยู่ในบ้านบริเวณประตูทางเข้าบ้าน เมื่อสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติกดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกตรวจสอบแล้วพบว่ามีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงสีน้ำเงินจำนวน 230 ถุง

ถุงละ 200 เม็ด รวมเมทแอมเฟตามีนทั้งหมด 46,000 เม็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 1 ได้รับมาจากจำเลยที่ 3 ชาวจีนฮ่อที่พักอยู่ในกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปแล้วบางส่วน เงินที่ได้จากการจำหน่ายเก็บไว้ที่ที่พักในตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จำนวน 65,000 บาท และจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายแก่ลูกค้าโดยได้ผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ที่พักของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้ยึดเงินจำนวน 65,000 บาท ไว้เป็นของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย

ป.จ.3 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอรรถรสพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่าในชั้นสอบสวนเมื่อพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ชั่วคราว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดีตั้งแต่การสืบทราบว่ามีคนร้ายนำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 5/83 การวางแผนจับกุม

การตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด ในบ้านดังกล่าว และการจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งสาเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวและเจ้าพนักงานตำรวจอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 5/83 ก็เนื่องจากที่สืบทราบมาแล้วว่าจะมีคนร้ายนำเมทแอมเฟตามีนไปซ่อนไว้ที่นั่น เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปตรวจค้นจับกุมต่างไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน คงไปพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่บ้านดังกล่าวในวันที่ไปตรวจค้นนั้นเอง และปรากฏว่าตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด อยู่ที่บ้านดังกล่าวตรงตามที่ได้รับแจ้ง ประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางไปฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นการให้การในทันทีที่ถูกจับกุมและในชั้นสอบสวนตอนแรกจำเลยที่ 1 ก็ยังให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาฝากไว้ชั่วคราว แล้วเพิ่งเปลี่ยนใจให้การปฏิเสธในภายหลัง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพไปด้วยความสมัครใจ โดยไม่มีข้ออันควรระแวงสงสัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมหรือสอบสวนนั้นจะร่วมมือกันกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 และบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสารภาพ เนื่องจากเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับใจให้การปฏิเสธในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ยังบันทึกไว้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเป็นทำนองเดียวกันว่า

โจทก์ไม่ได้นำตัวสายลับมาเบิกความ ร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพเป็นเพียงพยานบอกเล่ารับฟังข้อมูลมาจากสายลับ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักและไม่น่าเชื่อถือ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับที่บ้านของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ล้วนแต่โจทก์ทำขึ้นเอง พยานโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัยหลายประการต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นพยานโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำสายลับมาเป็นพยานอีก ทั้งข้อมูลที่พยานโจทก์ดังกล่าวรับฟังมาจากสายลับก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนมีการวางแผนจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนข้อเท็จจริงขณะที่มีการตรวจพบของกลางและจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น

พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักในการรับฟังส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับได้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ประมาณ 10 นาที เจ้าพนักงานตำรวจก็มาจับกุมจำเลยที่ 1 ขณะยังอยู่บริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 2 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ซึ่งง่ายที่จะนำมากล่าวอ้าง แต่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่อ้างว่าพยานโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยหลายประการนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงบางเรื่องซึ่งไม่ตรงกับที่พยานโจทก์เบิกความมาอ้างอิงในฎีกา

ทั้งบางเรื่องก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยหาใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์นำสืบโดยมีร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งหก เบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าเมื่อพยานโจทก์ทั้งสองจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด

จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพและบอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นชาวจีนฮ่อและพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์นัดให้จำเลยที่ 3 ไปรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า เวลา 1.30 นาฬิกา ของวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยที่ 3 ไปตามนัดก็ถูกจับทันที และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 5 จำนวน 100,000 เม็ด แต่จำหน่ายไปบางส่วนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมจำเลยที่ 5 อีก โดยให้จำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 5 ไปรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกเช่นกัน โดยนัดหมายที่หน้าสถานอาบอบนวดเหมยฮัวในวันดังกล่าวเวลา 2.30 นาฬิกา

เมื่อจำเลยที่ 5 ไปพบตามนัดจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าของจำเลยที่ 5 มาเป็นของกลาง ซึ่งภายในรถยนต์มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ซุกซ่อนไว้ด้วย และจำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนนั้นจำเลยที่ 5 รับมาจากจำเลยที่ 6 และจำหน่ายไปบางส่วนแล้ว ทั้งยังพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินจำนวน 340,000 บาท ที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง และเจ้าพนักงานตำรวจได้ให้จำเลยที่ 5 โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 6 มารับเงินที่ขายเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 5 ที่โรงแรมสยามบริเวอรี่ เวลา 14.30 นาฬิกา เมื่อจำเลยที่ 6 มาตามนัดจึงถูกจับกุมและจำเลยที่ 6 ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นั้น เป็นของจำเลยที่ 6 และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำนวน 270,000 บาท เป็นของกลาง นอกจากนั้นโจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจสมชายเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 5 เบิกความสนับสนุนว่า พยานร่วมกับร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพกับพวกจับกุมจำเลยที่ 5 และพยานเป็นผู้ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าของจำเลยที่ 5 ไปที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยมีจำเลยที่ 5 และร้อยตำรวจเอกบัญชานั่งไปด้วย และพยานอยู่ด้วยในขณะที่มีการตรวจค้นรถยนต์ของจำเลยที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 5 รับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบในรถยนต์เป็นของจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 3 ไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 เหตุที่จำเลยที่ 3 ถูกจับก็เพราะบังเอิญไปอยู่ในจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจไปดักรอคนร้าย เมทแอมเฟตามีนที่พบในรถยนต์ของจำเลยที่ 5 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 5 เงินที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ใช่เงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายบังคับให้รับสารภาพ เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นประจักษ์พยานยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการนำสืบดังที่กล่าวมา โดยมีบันทึกการจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามเอกสารหมาย

ป.จ.3 จ.6 จ.8 และ จ.9 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน กรณีดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่างให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางจากผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นทอดๆ จนเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้ในเวลาที่ต่อเนื่องกันแต่คนละสถานที่ ทั้งนี้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมรู้ดีว่าคนที่ร่วมกระทำความผิดกับตนเองนั้นเป็นใคร ซึ่งปรากฏว่าบุคคลที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อ้างถึงมีตัวตนอยู่จริง ถ้าหากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ให้การถึงหรือชี้เบาะแสช่วยเหลือแก่เจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็เป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น และหากจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้กระทำความผิดจริงแล้ว

ก็ควรที่จะให้การปฏิเสธ ไม่ควรยอมรับสารภาพและไม่ควรที่จะยอมร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งย่อมจะเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยที่ถูกซัดทอดมาดำเนินคดีได้ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทุกคนล้วนแต่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในการสอบสวนครั้งแรกและจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจากที่พักจำนวน 340,000 บาท และ 270,000 บาท ตามลำดับอีกด้วย จึงเชื่อได้ว่าการรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าวเป็นการรับสารภาพด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกทำร้ายบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าในการสอบสวนเพิ่มเติม

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่างให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนก็บันทึกไว้ตามนั้น โดยไม่ได้ทำให้จำเลยดังกล่าวรับสารภาพอีก ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 จ.8 และ จ.9 ซึ่งเชื่อได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกจับและถูกสอบสวนในครั้งแรกนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานยังไม่ทันคิดจะบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นำสืบทำนองว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายขู่เข็ญบังคับและล่อลวงให้รับสารภาพก็ดี ให้ลงชื่อในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความก็ดี จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ รูปคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากร่วมกันกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด โดยถือว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 5 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 แล้วมอบให้แก่จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปแบ่งปันกันเป็นทอด

ๆ อันมีลักษณะของการกระทำความผิดเป็นขบวนการ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อจับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 รับว่ารับแมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 5 และเมื่อจับจำเลยที่ 5 ได้ จำเลยที่ 5 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ช่วยติดต่อ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวางแผนขยายผลการจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในคดีนี้ได้

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 40 ปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 26 ปี 8 เดือน และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 6 คนละ 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นันทชัย เพียรสนอง · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนมากประกอบพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนแต่ละครั้งจำนวนมากและจัดการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่เก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3429/2566

แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเป็นปัญหาข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคดีถึงที่สุดแล้ว ระหว่างจำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้มี พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2563

เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เนื่องจากจำเลยเป็นผู้นำชี้ให้ยึดโดยเมทแอมเฟตามีน 538 เม็ด จำเลยฝังดินไว้นอกรั้วบ้าน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 8,000 เม็ด จำเลยฝังดินไว้ในสวนพริก ห่างจากบ้านของจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2562

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้