Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของโจทก์ แล้วจัดหาผู้เช่ามาทำสัญญากับโจทก์ แต่จำเลยกลับเข้าอยู่ในตึกแถวเสียเองโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถว อ่านคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 15 มีนาคม 2521 ผู้คัดค้านเข้าไปอยู่ในตึกแถวตามสัญญาลงวันที่ 1ธันวาคม 2521 โดยจำเลยสัญญาว่าจะนำผู้คัดค้านไปทำสัญญาเช่ากับโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์เมื่อข้อ 7 ของสัญญามีว่า จำเลยรับรองว่าจะนำตึกแถวที่ก่อสร้างแล้วเสร็จไปเรียกเก็บเงินกินเปล่าให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 1 ปี หากเกินกำหนดนี้แล้ว ต้องเสียค่าเช่าห้องที่ไม่มีคนเช่าอยู่ให้กับโจทก์ ดังนี้ จำเลยต้องนำผู้เช่ามาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่ วันก่อสร้างเสร็จ ถ้าเกินกำหนดนี้แล้วโจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าที่จำเลยจัดหามาได้ จำเลยก่อสร้างตึกแถวเสร็จเมื่อ พ.ศ.2501 สัญญาระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้คัดค้านได้ จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบริวารของจำเลยที่ไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้คำพิพากษาคดีนี้จึงบังคับถึงผู้คัดค้านให้ต้องออกจากตึกแถวด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ชั้นบังคับคดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่ผู้คัดค้านทั้งสองบริวารจำเลยออกจากตึกแถวพิพาทผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามคำฟ้องฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบริวารของจำเลยซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2509 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญากัน ซึ่งคู่สัญญาเรียกว่าสัญญาก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ (ต่อไปในคำพิพากษานี้จะเรียกตาม)ใจความว่า ให้จำเลยสร้างตึกแถว 3 ห้อง ในที่ดินของโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างและเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจำเลยเป็นฝ่ายจัดหาผู้เช่าตึกแถวโดยโจทก์ยอมให้จำเลยมีสิทธิเรียกผลประโยชน์หรือเงินกินเปล่าจากผู้เช่า และจำเลยจะต้องนำผู้เช่ามาทำสัญญาเช่ากับโจทก์มีกำหนดเช่า 10 ปี

ค่าเช่าเดือนละ 80 บาทต่อห้อง ที่ดินที่โจทก์มอบให้จำเลยก่อสร้างตึกแถวไม่เพียงพอที่จะก่อสร้างตึกแถว 3 ห้อง จำเลยจึงสร้างตึกแถวแค่เพียง 2 ห้อง คือตึกแถวพิพาทคดีนี้ จำเลยสร้างตึกแถวพิพาทแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2510 ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีกรณีพิพาทกันในเรื่องการก่อสร้างตึกแถวพิพาทไม่เป็นไปตามแบบแปลน โจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6222/2512 ของศาลแพ่ง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญายังไม่ระงับสิ้นไป ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2516 เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

จำเลยมิได้จัดหาผู้เช่ามาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ แต่กลับเข้าไปอยู่ในตึกแถวพิพาทเสียเอง โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาและฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2517 คดีนี้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 160 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากตึแถวพิพาท ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2521 ในชั้นแรกจำเลยไม่ยอมออกจากตึแถวพิพาทตามคำบังคับศาลชั้นต้นได้กักขังจำเลยตามคำขอของโจทก์ ต่อมาได้อนุญาตให้จำเลยประกันตัวไปเพื่อให้จำเลยไปขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาท เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2522 โจทก์ยื่นคำร้องว่าบริวารของจำเลย คือ ผู้คัดค้านทั้งสองยังอยู่ในตึกแถวพิพาท

ศาลชั้นต้นสั่งไต่สวนคำร้องของโจทก์ ในการไต่สวนคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2522 โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงกันบางประการและต่างไม่สืบพยานพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2521 จำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นสามีผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทำสัญญากันว่า จำเลยจะนำคัดค้านที่ 1 ไปทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์มีกำหนดระยะเวลาเช่า 10 ปี ค่าเช่าเดือนละ 80 บาทต่อห้อง โดยอาศัยสิทธิตามข้อ 5 และข้อ 7 แห่งสัญญาก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2509 ที่โจทก์กับจำเลยได้ทำกันไว้ ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปอยู่ในตึกแถวพิพาทตามสัญญาลงวันที่ 1ธันวาคม 2521 ดังกล่าว สัญญาก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ข้อ 5 วรรคท้ายข้อความว่า

"เพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้ก่อสร้าง (จำเลย) ได้ลงทุนทำการก่อสร้างตึกแถวด้วยทุนทรัพย์ของตนเจ้าของที่ดิน (โจทก์) ยินยอมให้ผู้ก่อสร้างนำตึกแถวที่ก่อสร้างเสร็จหมดนี้ไปเรียกผลประโยชน์หรือเงินกินเปล่าโดยเสรีโดยเจ้าของที่ดินไม่เกี่ยวข้องด้วย และเมื่อมีผู้มาเช่าห้องแล้ว ผู้ก่อสร้างต้องนำผู้เช่าไปทำสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดิน ซึ่งเจ้าของที่ดินยินยอมไปจดทะเบียนการเช่าที่อำเภอมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่าเป็นต้น และคิดค่าเช่าห้องเดือนละ 80 บาท ต่อห้อง ฯลฯ" ข้อ 7 มีใจความว่า "ผู้ก่อสร้าง (จำเลย) รับรองว่าจะนำตึกแถวที่ก่อสร้างแล้วเสร็จนี้ไปเรียกเก็บเงินกินเปล่าให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 1 ปี หากเกินกำหนดนี้แล้ว

ผู้ก่อสร้างต้องเสียค่าเช่าห้องที่ไม่มีคนเช่าอยู่ให้กับเจ้าของที่ดิน (โจทก์) ห้องละ 80 บาทต่อเดือน" ศาลฎีกาได้พิเคราะห์สัญญา 2 ข้อดังกล่าวแล้ว เห็นว่า จำเลยจะต้องเรียกเก็บเงินกินเปล่าจากผู้เช่า และนำผู้เช่ามาทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันก่อสร้างตึกแถวพิพาทเสร็จ ถ้าเกินกำหนดนี้แล้วโจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าที่จำเลยจัดหามาได้ ข้อความที่ว่า "หากเกินกำหนดนี้ไปแล้ว ผู้ก่อสร้างต้องเสียค่าเช่าห้องที่ไม่มีคนเช่าอยู่ให้กับเจ้าของที่ดินห้องละ80 บาทต่อเดือน" ในสัญญาข้อ 7 นั้น เป็นเรื่องคู่สัญญาตกลงกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ในกรณีที่จำเลยหาผู้เช่ามาทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทไม่ได้

โจทก์ก็จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลย เหมือนกับได้รับจากผู้เช่า หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการที่จะจัดหาผู้เช่ามาทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์เมื่อใดก็ได้ โดยโจทก์ไม่มีสิทธิจะปฏิเสธได้ จำเลยก่อสร้างตึกแถวพิพาทเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2510 แต่จำเลยเพิ่งรับเงินกินเปล่าและทำสัญญาให้ผู้คัดค้านที่ 1 เข้ามาอยู่ในตึกแถวพิพาทเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2421 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้คัดค้านที่ 1 ได้ สัญญาลงวันที่ 1 ธันวาคม2521 ที่จำเลยทำกับผู้คัดค้านที่ 1 รับรองว่าจะนำผู้คัดค้านที่ 1 ไปทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์จึงไม่ผูกพันโจทก์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบริวารของจำเลยที่ไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้คำพิพากษาคดีนี้จึงบังคับถึงผู้คัดค้านทั้งสองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 500 บาทแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรานอม มหรรณพ · ปรีชา พานิชวงศ์ · พจน์ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้