Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2540 (เลขอ้างอิง 5544)

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายความเป็นมาแห่งคดีเกี่ยวกับการที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์รวมถึงการที่จำเลยแต่ละคนทำละเมิดเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดและจะต้องรับผิดต่อโจทก์ให้เป็นที่เข้าใจได้อย่างดีไม่มีข้อความใดเคลือบคลุมอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหาคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสองแล้วแม้มิได้ระบุว่าบุกรุกอย่างไรและมีความกว้างยาวเท่าใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไปฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนี้แม้คำสั่งศาลชั้นต้นจะเป็นคำสั่งที่ชอบแต่ก็เป็นคำสั่งที่ชอบเฉพาะประเด็นที่ว่าโจทก์ในฐานะคู่ความจะอุทธรณ์ในเรื่องขอสืบพยานใหม่ไม่ได้เท่านั้นมิได้หมายความว่าห้ามศาลอุทธรณ์มิให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ด้วยซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา243

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 5 ที่ 6 เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่าจำเลยที่ 7 เรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 8 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่หกว่า จำเลยที่ 9 และที่ 10โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 165, 485,และ 370 เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2537 จำเลยทั้งสิบได้บุกรุกเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 บุกรุกที่ดิน

เลขที่ 165 ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 300 ตารางวา จำเลยที่ 3 ที่ 4 บุกรุกที่ดิน เลขที่ 165 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่300 ตารางวา จำเลยที่ 5 ที่ 6 บุกรุกที่ดิน เลขที่ 165 และเลขที่ 485 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 200 ตารางวา จำเลยที่ 7บุกรุกที่ดิน เลขที่ 370 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 400 ตารางวาจำเลยที่ 8 บุกรุกที่ดิน เลขที่ 165 และเลขที่ 485 ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ 200 ตารางวา จำเลยที่ 9 และที่ 10 บุกรุกที่ดินเลขที่ 165 ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 100 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสิบออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 6 โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลย ที่ 2 ที่ 3 ขาดนัด ยื่นคำให้การจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยแต่ละคนต่างครอบครองที่ดินของตนโดยไม่เคยบุกรุกที่ดินของโจทก์ หากการครอบครองที่ดินของจำเลยเหลี่อมล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินคืนฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์อย่างไร ส่วนไหน กว้างยาวเท่าใด บุกรุกด้วยวิธีใด เข้าไปทำอะไรเป็นเหตุให้จำเลยทุกคนไม่สามารถเข้าใจและต่อสู้คดีได้ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนเคลือบคลุม พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนโจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาตามรูป

คดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งหกสำนวนอ้างว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์อย่างไร ส่วนไหน มีความกว้างยาวเท่าใดและเข้าไปทำอะไร ทำให้จำเลยแต่ละคนไม่สามารถเข้าใจและต่อสู้คดีได้ เห็นว่า ตามฟ้องทุกสำนวนบรรยายความเป็นมาแห่งคดีเกี่ยวกับการที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ รวมถึงการที่จำเลยแต่ละคนทำละเมิดเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดและจะต้องรับผิดต่อโจทก์ให้เป็นที่เข้าใจได้อย่างดี

ไม่มีข้อความใดเคลือบคลุมอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหา คำฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนจึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วแม้มิได้ระบุว่าบุกรุกอย่างไรและมีความกว้างยาวเท่าใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนจึงไม่เคลือบคลุมจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกาต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการสืบพยานโจทก์จำเลยโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานถึงที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบให้สมข้ออ้างของตนได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานนั้นจะเป็นคำสั่งที่ชอบ แต่ก็เป็นคำสั่งที่ชอบเฉพาะประเด็นที่ว่า โจทก์ในฐานะคู่ความจะอุทธรณ์ในเรื่องขอสืบพยานใหม่ไม่ได้ มิได้หมายความว่าห้ามศาลสูงมิได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ด้วย อำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 และในกรณีนี้

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ใช้อำนาจนี้โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยเสียก่อนแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · สันติ ทักราล · จารุณี ตันตยาคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2554

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีทุกประเด็นแต่ไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 โอนคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2546

โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อและมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่าถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยสูญหายไม่ว่าโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2545

ปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536 โจทก์ไม่ได้อุทธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2541

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนว่า ต. ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของตลอดมาจนกระทั่ง ต. ถึงแก่กรรมโดยมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ไม่มี ข้อความตอนใดใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้