Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56349)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีเป็นการ ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายไม่ ซึ่งต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองเห็นว่า การที่จำเลยฎีกาว่าตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังยุติว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ ดูแลรักษาต้นไม้นั้น ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดิน จึงยังไม่เป็น การยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 168)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 2 ปี ริบของกลาง ฯลฯศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง ไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 165)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 167)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้จำเลย ทั้งสอง เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ การกระทำของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์แล้ว การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ จำเลยทั้งสอง ไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลย ทั้งสองไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์รับฟังมา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1581/2536พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานีโจทก์นายวีศักดิ์ ลีลาเมธากุลหรือลีลาเมธีกุล กับพวกจำเลยนายวีศักดิ์ ลีลาเมธากุลหรือลีลาเมธีกุล ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนายประคอง แห้วเพชร ที่ 2 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีเป็นการ ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายไม่ ซึ่งต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองเห็นว่า การที่จำเลยฎีกาว่าตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังยุติว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ ดูแลรักษาต้นไม้นั้น ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดิน จึงยังไม่เป็น การยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 168)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 2 ปี ริบของกลาง ฯลฯศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง ไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 165)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 167)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้จำเลย ทั้งสอง เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ การกระทำของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์แล้ว

การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ จำเลยทั้งสอง ไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลย ทั้งสองไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์รับฟังมา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กู้เกียรติ สุนทรบุระ · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2872/2549

การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ริบของกลางและให้จำเลยใช้เงินจำนวน 8,770,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56271)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาดุลพินิจในการวางโทษ จึงเป็นฎีกาปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธี…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56216)

ความว่า จำเลยฎีกา และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้องศาลชั้นต้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2556/2536

เมื่อ คกช.ตำบลวินิจฉัยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ผู้เช่านากับจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนที่ดินจากผู้ให้เช่านา โดยให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงนำคดีมาสู่ศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ขายที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57087)

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาข้อเท็จจริงของโจทก์โจทก์เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้