Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56481)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่น อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในวันที่ยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229ทั้งอุทธรณ์ข้อที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ก็เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร้องว่าพิเคราะห์แล้วยังไม่มีเหตุสมควร ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองเห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ในระหว่างเวลาราชการ การที่จำเลยทั้งสองมิได้วางเงินค่าขึ้นศาลพร้อมค่าฤชาธรรมเนียม ใช้แทนโจทก์ในวันยื่นอุทธรณ์เนื่องจากงบบัญชีประจำวันของศาล ได้สรุปและปิดบัญชีไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทำให้ไม่สามารถรับ ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยทั้งสองไว้ได้ จำเลยทั้งสองจึงได้นำ เงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสอง จึงยื่นอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาข้อกฎหมายของ จำเลยทั้งสองที่หยิบยกเพื่อให้ศาลสูงวินิจฉัย เป็นสาระอันระคน ปนด้วยข้อเท็จจริงและเนื่องจากจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมกับ คำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา และหากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายแก้อันเป็นการ ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เสียก่อนจึงจะสั่งคำร้องได้ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงขัดต่อ บทบัญญัติดังกล่าว ขอศาลฎีกาโปรดหยิบยกอุทธรณ์ของจำเลย ขึ้นพิจารณาต่อไปและหากศาลฎีกาเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์จำเลยทั้งสองไปยัง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 67) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน35,984.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน4,099.97 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2535 ในต้นเงิน12,696.08 บาท นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2535 ในต้นเงิน10,550 บาท นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 880.08 บาทนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 894.06 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 6,314.04 บาท นับแต่วันที่19 ตุลาคม 2535 ในต้นเงิน 550 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2535เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง(วันที่ 19 พฤศจิกายน 2535) รวมกันต้องไม่เกิน 1,242.19 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 57,59) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 63 แผ่นที่ 3)ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณา(อันดับ 70) ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ความว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยชอบ และได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยอุทธรณ์แก้คดีเสียก่อนจึงจะสั่งชี้ขาดคำร้องได้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองขึ้นพิจารณา และหากศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองให้ศาลอุทธรณ์(ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 1) วินิจฉัยต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ยื่นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (อันดับ 75) ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาศาลฎีกาเพื่อพิจารณา คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนา คำฟ้องอุทธรณ์แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ของจำเลยทั้งสองที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อย่างไรก็ตามคำร้องของ จำเลยทั้งสอง พอแปลได้ว่าเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่าเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ยื่นต่อ ศาลฎีกา ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปนั้น จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ให้ส่งถ้อยคำสำนวน คืนศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาดำเนินการจัดส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์นี้ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่งตามรูปคดีตามกฎหมายต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2252/2536ห้างหุ้นส่วนจำกัดจอหอค้าวัสดุก่อสร้างโจทก์นางสมจิตร จรูญ กับพวกจำเลยนายรัตนพล ไชยชอุ่ม ทนายจำเลยทั้งสองผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ, ม. 234ความว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่น อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในวันที่ยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229ทั้งอุทธรณ์ข้อที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ก็เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร้องว่าพิเคราะห์แล้วยังไม่มีเหตุสมควร ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองเห็นว่า

จำเลยยื่นอุทธรณ์ในระหว่างเวลาราชการ การที่จำเลยทั้งสองมิได้วางเงินค่าขึ้นศาลพร้อมค่าฤชาธรรมเนียม ใช้แทนโจทก์ในวันยื่นอุทธรณ์เนื่องจากงบบัญชีประจำวันของศาล ได้สรุปและปิดบัญชีไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทำให้ไม่สามารถรับ ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยทั้งสองไว้ได้ จำเลยทั้งสองจึงได้นำ เงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสอง จึงยื่นอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาข้อกฎหมายของ จำเลยทั้งสองที่หยิบยกเพื่อให้ศาลสูงวินิจฉัย เป็นสาระอันระคน ปนด้วยข้อเท็จจริงและเนื่องจากจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมกับ คำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา และหากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นย่อมต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายแก้อันเป็นการ ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เสียก่อนจึงจะสั่งคำร้องได้ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงขัดต่อ บทบัญญัติดังกล่าว ขอศาลฎีกาโปรดหยิบยกอุทธรณ์ของจำเลย ขึ้นพิจารณาต่อไปและหากศาลฎีกาเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์จำเลยทั้งสองไปยัง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 67)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน35,984.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน4,099.97 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2535 ในต้นเงิน12,696.08 บาท นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2535 ในต้นเงิน10,550 บาท นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 880.08 บาทนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 894.06 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ในต้นเงิน 6,314.04 บาท นับแต่วันที่19 ตุลาคม 2535 ในต้นเงิน 550 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2535เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง(วันที่ 19 พฤศจิกายน 2535) รวมกันต้องไม่เกิน 1,242.19 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 57,59) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 63 แผ่นที่ 3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณา(อันดับ 70) ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ความว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยชอบ และได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยอุทธรณ์แก้คดีเสียก่อนจึงจะสั่งชี้ขาดคำร้องได้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองขึ้นพิจารณา และหากศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองให้ศาลอุทธรณ์(ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 1) วินิจฉัยต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ยื่นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (อันดับ 75) ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาศาลฎีกาเพื่อพิจารณา คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนา คำฟ้องอุทธรณ์แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ของจำเลยทั้งสองที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อย่างไรก็ตามคำร้องของ จำเลยทั้งสอง พอแปลได้ว่าเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่าเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ยื่นต่อ ศาลฎีกา ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปนั้น จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ให้ส่งถ้อยคำสำนวน คืนศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาดำเนินการจัดส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์นี้ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่งตามรูปคดีตามกฎหมายต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มีพาศน์ โปตระนันทน์ · สมปอง เสนเนียม · ธวัชชัย พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9407/2546

กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งโดยไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2541

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง 2 ประการ คือ สั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ในกรณีสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หากจำเลยไม่เห็นด้วยต้องทำเป็นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6968/2540

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์มาชำระ แต่จำเลยไม่ชำระภายในกำหนดแม้ต่อมาจะพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นดัง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58644)

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของโจทก์แม้จะอ้างว่าเป็นข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2568

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คดียั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้