Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินแผ้วถาง ทำไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวจริง เป็นเวลา 33 ปีแล้ว โจทก์ไม่สืบพยาน ดังนี้คำให้การของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ว่าจำเลยได้เข้าไปในที่ดินตามฟ้องก่อนที่ที่ดินดังกล่าวจะเป็นป่าสงวน แห่งชาติ การกระทำของจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด ลงโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 ป.อ. มาตรา 59 ป.วิ.อ. มาตรา 176 ป.วิ.อ. มาตรา 195 ป.วิ.อ. มาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน แผ้วถางทำไม้ โดยตัดฟันโค่นล้มไม้เหียงและไม้พวง ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการกระทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑ วรรคสอง, ๓๕ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑, ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ริบของกลาง และสั่งให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อหา จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันได้เข้าไปบุกเบิกที่ดินตามฟ้องมาเป็นเวลา ๓๓ ปีเศษขอให้ลงโทษสถานเบา และศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไว้ด้วยว่า จำเลยทั้งสองรับสารภาพผิดตามฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่สืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑วรรคสอง, ๓๕ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑, ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓จำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยมีกำหนดคนละ ๑ปี ของกลางริบ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อศาลแล้ว ศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยืนยันตามคำให้การศาลชั้นต้นสั่งให้สำเนาคำให้การให้โจทก์ โจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นกล่าวอ้างในคำให้การที่ว่าจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องมานาน ๓๓ ปีเศษ ซึ่งเท่ากับก่อนปี ๒๕๐๐ โดยโจทก์แล้วไม่ติดใจสืบพยาน เห็นว่าความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดิน แผ้วถาง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องนั้น จะเป็นความผิดต่อเมื่อได้กระทำโดยมีเจตนาที่จะกระทำผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๒๘ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑,๑๓๐ (พ.ศ.๒๕๒๘)ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๐๗ ลงวันที่๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ การที่จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ จึงเป็นเวลาก่อนที่ที่ดินดังกล่าวจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะกระทำผิดตามฟ้องคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่เมื่อโจทก์แถลงไม่สืบพยานศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร ทองประยูร · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ จามิกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2530

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหา เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้สัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568

โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2753/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13262/2558

เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ 1 ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้