Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57103)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาเฉพาะที่กล่าวไว้ ในหน้า 13(ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 3 และ 4) ส่วนฎีกาในหน้า 12 ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2) เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงมีคำสั่งไม่รับโจทก์เห็นว่า ฎีกาในส่วนหน้า 12(ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2)เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ หากยังไม่ทราบ ว่าการละเมิดเกิดขึ้นเมื่อใด และไม่ทราบว่าผู้ใดทำละเมิด ต่อโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในส่วนหน้า 12ดังกล่าว ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ จำเลยทั้งหกยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6ร่วมกันคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าก่อสร้างจำนวน 3 แห่งให้แก่โจทก์ โดยคิดค่าเสียหายเป็นเงินแห่งละ 16,035 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง(วันที่ 6 กรกฎาคม 2532) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณค่าเสียหายดังกล่าวแล้วต้องไม่เกินจำนวน 112,245 บาท หักด้วยจำนวน 68,140 บาทแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 130)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 141)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การข้อ 5ไว้ว่า จำเลยที่ 2 ขอตัดฟ้องโจทก์ว่าการละเมิดแห่งคดีนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2519 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงิน ไปจากคลังจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งนับถึงวันฟ้องพ้น 10 ปีมาแล้ว และหากจะนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดก็พ้น 1 ปีมาแล้ว คดีจึงขาดอายุความสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ฉะนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 11 กันยายน 2529 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2532 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อเถียงของจำเลยที่ 2 ตามที่ ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่า คดีขาดอายุความ หรือไม่ที่โจทก์ฎีกาข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ให้การ ต่อสู้ว่า โจทก์ทราบเหตุคดีนี้ตั้งแต่ปี 2525ถึง 2526 คดีขาดอายุความ โดยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์ได้รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วในวันที่ 11 กันยายน 2529 คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เลี่ยงกล่าวให้ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 3025/2535สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโจทก์นายสมานหรือกช พลเยี่ยม กับพวกจำเลยนายมานพ ศักดาพร ทนายโจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาเฉพาะที่กล่าวไว้ ในหน้า 13(ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 3 และ 4) ส่วนฎีกาในหน้า 12 ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2) เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงมีคำสั่งไม่รับโจทก์เห็นว่า ฎีกาในส่วนหน้า 12(ข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2)เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ หากยังไม่ทราบ ว่าการละเมิดเกิดขึ้นเมื่อใด และไม่ทราบว่าผู้ใดทำละเมิด ต่อโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในส่วนหน้า 12ดังกล่าว ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ จำเลยทั้งหกยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6ร่วมกันคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าก่อสร้างจำนวน 3 แห่งให้แก่โจทก์ โดยคิดค่าเสียหายเป็นเงินแห่งละ 16,035 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง(วันที่ 6 กรกฎาคม 2532) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณค่าเสียหายดังกล่าวแล้วต้องไม่เกินจำนวน 112,245 บาท หักด้วยจำนวน 68,140 บาทแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 130)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 141)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การข้อ 5ไว้ว่า จำเลยที่ 2 ขอตัดฟ้องโจทก์ว่าการละเมิดแห่งคดีนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2519 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงิน ไปจากคลังจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งนับถึงวันฟ้องพ้น 10 ปีมาแล้ว และหากจะนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดก็พ้น 1 ปีมาแล้ว

คดีจึงขาดอายุความสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ฉะนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 11 กันยายน 2529 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2532 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อเถียงของจำเลยที่ 2 ตามที่ ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่า คดีขาดอายุความ หรือไม่ที่โจทก์ฎีกาข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ให้การ ต่อสู้ว่า โจทก์ทราบเหตุคดีนี้ตั้งแต่ปี 2525ถึง 2526 คดีขาดอายุความ โดยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์ได้รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วในวันที่ 11 กันยายน 2529 คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง

ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เลี่ยงกล่าวให้ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้