Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเลิกจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 121 และมาตรา 122 ต้องเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อลดจำนวนลูกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนการใช้แรงงานของลูกจ้าง คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงโครงสร้างงานฝ่ายสินเชื่อโดยนำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ทำงานปรับปรุงหน่วยงานและบริการ ระบบโปรแกรมคาร์สเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในงานฝ่ายสินเชื่อธนาคารจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ ใช้งานด้านวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อ ทำรายงานสินเชื่อและใช้แทนแรงงานคนได้ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกโดยได้มีการติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สเพื่อทดลองใช้บางจุด เนื่องจากจำเลยที่ 1 คิดว่าอาจได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ แต่ต่อมาประเทศอินเดียได้รับการพิจารณาเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำระบบโปรมแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ แต่จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงจอภาพคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์ส ทำให้จำเลยที่ 1 ปรับลดพนักงานสินเชื่อและยุบเลิกฝ่ายสินเชื่อในเดือนมีนาคม 2543 แล้วย้าย ก. หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์และเลิกจ้างโจทก์ในเดือนธันวาคม 2543 โจทก์จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรเลขานุการ ไม่มีความรู้และประสบการณ์งานด้านการตลาดและสินเชื่อโดยตรง แม้โจทก์จะทำงานในฝ่ายสินเชื่อแต่โจทก์มิได้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานสินเชื่อที่ต้องรับผิดชอบในส่วนงานสินเชื่อโดยตรง โจทก์มีตำแหน่งเป็นเพียงเลขานุการบริหารของ ก. หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการของ ก. เนื่องจาก ก. ได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มิใช่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายในฝ่ายสินเชื่อ อีกทั้งไม่ใช่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าชดเชยพิเศษจำนวน 659,148 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระเงินเพิ่มจำนวน 2,669,549.40 บาท และนับต่อจากวันฟ้องทุก 7 วัน ในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 659,148 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นสาขาหนึ่งของธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า ธนาคารยูโรเปี่ยน เอเซี่ยน แบงก์ ต่อมาปี 2539 เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารดอยซ์ แบงก์ (เอเชีย) และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี สาขากรุงเทพ ประกอบกิจการธนาคารโดยได้จดทะเบียนประกอบการค้าที่กระทรวงพาณิชย์และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจกิจการนิเทศธนกิจและการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารจำเลยที่ 1 มีอำนาจว่าจ้างลูกจ้างและบอกเลิกการจ้าง แต่งตั้งและถอดถอนด้วยดุลพินิจของตนเองตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย

จ.4 จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2521 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเลขานุการผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสินเชื่อ มีหน้าที่จัดทำเอกสาร รับโทรศัพท์นัดหมายลูกค้าและงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป จำเลยที่ 1 ยังได้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจระดับบีตามสำเนาเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 62,776 บาท จำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 ของเดือน จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อ้างเหตุเพื่อปรับปรุงโครงสร้างแผนกสินเชื่อและแผนกอื่นๆ ตามนโยบายสำนักงานใหญ่ให้มีผลนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป โดยจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย และจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 26 เดือน ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย

จ.1 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินช่วยเหลือพิเศษดังกล่าวหักเงินกู้สวัสดิการที่โจทก์ขอกู้ไปจากจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน จำเลยที่ 1 ยังได้จ่ายเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของโจทก์ และเงินสมทบของจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ในการเลิกจ้างพนักงาน จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานทุกคนที่ถูกเลิกจ้าง โดยคิดคำนวณอัตรา 1.25 คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน คูณด้วยเงินเดือน ฝ่ายสินเชื่อมีหน้าที่กลั่นกรองความเสี่ยงการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า อนุมัติสินเชื่อ ควบคุมดูแลหนี้เสีย และทำธุรกรรมกับลูกค้า จำเลยที่ 1 ได้มีการจัดทำประเมินผลงานของพนักงาน ซึ่งเดิมจำเลยที่ 1 จะทำการประเมินผลงานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว

ต่อมาได้ให้พนักงานประเมินตัวเองด้วย จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินผลงานตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.6 ถึง ล.15 จำเลยที่ 1 ได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กรประมาณปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2542 ทำให้มีการปรับลดพนักงานฝ่ายสินเชื่อและฝ่ายอื่น มีการแบ่งงานเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนสินเชื่อ ส่วนเร่งรัดหนี้สิน ส่วนหลักทรัพย์และส่วนสินเชื่อธุรการ จำเลยที่ 1 ได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างประมาณปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2542 ในเดือนมกราคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนโครงสร้างของฝ่ายสินเชื่อ โดยคงเหลือแต่ส่วนสินเชื่อและส่วนเร่งรัดหนี้สิน สำหรับส่วนหลักทรัพย์และส่วนสินเชื่อธุรการได้ย้ายไปขึ้นกับอีกหน่วยงานหนึ่ง มีการปรับลดพนักงานในฝ่ายสินเชื่อทั้งหมดประมาณ 30 คน และฝ่ายสินเชื่อถูกยุบไปในเดือนมีนาคม 2542 เนื่องจากสำนักงานใหญ่มีนโยบายที่จะยกเลิกฝ่ายสินเชื่อในประเทศไทย

เพราะภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนั้นทำให้จำเลยที่ 1 มีนโยบายคัดเลือกลูกค้ารายใหญ่ โดยในส่วนลูกค้าในระดับกลางและระดับเล็ก จำเลยที่ 1 พยายามลดจำนวนลงทำให้งานทางด้านฝ่ายสินเชื่อลดลง ฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ลดลงเช่นเดียวกันจึงมีนโยบายยุบฝ่ายสินเชื่อและนำงานของฝ่ายสินเชื่อไปไว้ยังประเทศที่เป็นศูนย์กลางการพิจารณาสินเชื่อซึ่งมี 3 แห่ง คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และอินเดีย ซึ่งในส่วนงานสินเชื่อของประเทศไทยได้นำไปไว้ที่เมืองดูไบ ประเทศอินเดีย นายเดอร์เกสได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการกับคนขับรถของนายเดอร์เกส จำเลยที่ 1 ยุบฝ่ายสินเชื่อแล้ว ยังคงมีพนักงานอยู่ในฝ่ายสินเชื่อประมาณ 2 ถึง 3 คน

ขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้างฝ่ายสินเชื่อได้ถูกยุบเลิกไปแล้ว ตามผังองค์กรของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ปรากฏว่าในเดือนมิถุนายน 2543 ยังมีนายไบรอัน ดี โรซาริโอ อยู่ในฝ่ายสินเชื่อมีหน้าที่ประสานงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับฝ่ายสินเชื่อที่ประเทศอินเดีย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงานหรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี เป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 และมาตรา 122 หรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อลดจำนวนลูกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนการใช้แรงงานของลูกจ้าง

คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงโครงสร้างงานฝ่ายสินเชื่อโดยนำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คาร์ส (KARS) มาใช้ทำงานปรับปรุงหน่วยงานและบริการ ระบบโปรแกรมคาร์สเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในงานฝ่ายสินเชื่อธนาคารจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะใช้งานด้านวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อ ทำรายงานสินเชื่อ และใช้แทนแรงงานคนได้ เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีความสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก โดยได้มีการติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สเพื่อทดลองใช้บางจุดเนื่องจากจำเลยที่ 1 คิดว่าอาจได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ แต่ต่อมาประเทศอินเดียได้รับการพิจารณาเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ

จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ แต่จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงจอภาพคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับระบบโปรมแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สทำให้จำเลยที่ 1 ปรับลดพนักงานสินเชื่อประมาณ 30 คน และยุบเลิกฝ่ายสินเชื่อในเดือนมีนาคม 2543 แล้วย้ายนายเดอร์เกสหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ และเลิกจ้างโจทก์ในเดือนธันวาคม 2543 โจทก์จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรเลขานุการไม่มีความรู้และประสบการณ์งานด้านการตลาดและสินเชื่อโดยตรง แม้โจทก์จะทำงานในฝ่ายสินเชื่อ แต่โจทก์มิได้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานสินเชื่อที่ต้องรับผิดชอบในส่วนสินเชื่อโดยตรง โจทก์มีตำแหน่งเป็นเพียงเลขานุการบริหารของนายเดอร์เกสหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อตามใบประเมินผลงานโจทก์เอกสารหมาย

ล.3 ถึง ล.14 ได้ระบุงานหลักและความรับผิดชอบโจทก์ว่า มีหน้าที่ทำงานเลขานุการ พิมพ์งานหรือจดหมายติดต่อ เก็บเอกสาร แปลเอกสาร จัดนัดหมาย พิมพ์งานโดยใช้คอมพิวเตอร์และงานพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการของนายเดอร์เกส เนื่องจากนายเดอร์เกสได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายในฝ่ายสินเชื่อ อีกทั้งไม่ใช่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6774/2548

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ และโจทก์ได้รับการประเมินผลงานในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 266733)

การที่จำเลยนำผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ซื้อมาใช้ในการผลิตผงชูรสสำเร็จรูปแทนการผลิตผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปจากกากน้ำตาลด้วยตนเองดังที่เคยกระทำมา เป็นการตัดทอนขั้นตอนการผลิตเดิมตั้งแต่การหมักกากน้ำตาล เลี้ยงเชื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2544

สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้