Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57433)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ปัญหาว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าพยานโจทก์ปากนายวุฒิกรพินิจมั้งเบิกความโดยยังมิได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังได้นั้นชอบด้วยวิธีพิจารณาหรือไม่และคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานและที่ไม่เรียกพยานมาสืบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน สำหรับข้อ 2.3 ปัญหาว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี โดยยังมิได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเพียงพอเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายมาตรา 44 วรรคแรก และมาตรา 45 วรรคแรก ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานหรือไม่ ส่วนในข้อ 2.4ปัญหาว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ยังมิได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างจนกว่าได้บอกเลิกการจ้างนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้าน (อันดับ 140) สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางแจ้งให้ทนายจำเลยที่ 2 ทราบคำร้องโดยวิธีประกาศหน้าศาล (อันดับ 145)โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 27,038,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ เฉพาะจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท รวม 6 เดือน และค่าจ้างเป็นรายเดือนเดือนละ10,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเลิกจ้างศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท และเดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเลิกจ้าง ส่วนคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 130)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่า คำเบิกความของนายวุฒิกรพินิจมั้ง พยานโจทก์ซึ่งเบิกความ โดยยังมิได้เบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยทั้งสองอาจรับฟังเป็นพยานได้หรือไม่ข้อ 2.2ว่า โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2532ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบและไม่อนุญาต ให้โจทก์สืบพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติมเป็นคำสั่งที่มิชอบ ข้อ 2.3 ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยยังไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์ และเพียงพอซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 44 วรรคแรก มาตรา 45 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 และ ข้อ 2.4ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่า โจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนนั้นเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย จึงให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.1,2.2,2.3 และ 2.4 ไว้ดำเนินการต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 44 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 725/2533บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัดโจทก์นายชูชัย บัณฑิตกฤษดา กับพวกจำเลยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 44, ม. 45, ม. 54ความว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ปัญหาว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าพยานโจทก์ปากนายวุฒิกรพินิจมั้งเบิกความโดยยังมิได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังได้นั้นชอบด้วยวิธีพิจารณาหรือไม่และคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานและที่ไม่เรียกพยานมาสืบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน สำหรับข้อ 2.3 ปัญหาว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี โดยยังมิได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเพียงพอเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายมาตรา 44 วรรคแรก และมาตรา 45 วรรคแรก ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานหรือไม่

ส่วนในข้อ 2.4ปัญหาว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ยังมิได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างจนกว่าได้บอกเลิกการจ้างนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้าน (อันดับ 140) สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางแจ้งให้ทนายจำเลยที่ 2 ทราบคำร้องโดยวิธีประกาศหน้าศาล (อันดับ 145)โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 27,038,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ

เฉพาะจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท รวม 6 เดือน และค่าจ้างเป็นรายเดือนเดือนละ10,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเลิกจ้างศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท และเดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเลิกจ้าง ส่วนคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์อุทธรณ์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 130)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว

โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่า คำเบิกความของนายวุฒิกรพินิจมั้ง พยานโจทก์ซึ่งเบิกความ โดยยังมิได้เบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยทั้งสองอาจรับฟังเป็นพยานได้หรือไม่ข้อ 2.2ว่า โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2532ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบและไม่อนุญาต ให้โจทก์สืบพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติมเป็นคำสั่งที่มิชอบ ข้อ 2.3 ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยยังไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์ และเพียงพอซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 44 วรรคแรก มาตรา 45 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 และ ข้อ 2.4ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่า โจทก์ยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนนั้นเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย จึงให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.1,2.2,2.3 และ 2.4 ไว้ดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · เคียง บุญเพิ่ม · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2541

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างและเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและ ป.พ.พ. จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างแต่เป็นหุ้นส่วนทำกิจการร่วมกัน และโจทก์ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2531

การพิจารณาคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 41, 121, 124 ต้องปรับด้วยมาตรา 43 มิใช่มาตรา 28 ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อพิพาทของผู้ชี้ขาดข้อพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5927/2530

จำเลยนำพยานบุคคลเข้าสืบ 2 ปาก คือ ว.และพ. โดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลแรงงานกลางได้บันทึกคำพยานของ ว. แล้วถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาค…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 28518)

อุทธรณ์โจทก์ที่ว่ามิได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริง การที่โจทก์อ้างว่าผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยซึ่งมิใช่ทนายความซักถามพยานโดยขออนุญาตจากศาล เป็นการมิได้ปฏิบัติตามประ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 103043)

อุทธรณ์โจทก์ที่ว่ามิได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริง การที่โจทก์อ้างว่าผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยซึ่งมิใช่ทนายความซักถามพยานโดยขออนุญาตจากศาล เป็นการมิได้ปฏิบัติตามประ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้