Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58663)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1ในส่วนขอเรียกเบี้ยปรับเพิ่มเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน200,000 บาท ไม่มีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองหรืออนุญาตให้ฎีกาได้คดีจึง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก สำหรับฎีกาในเรื่องเขตอำนาจศาลและคำขอ เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่าจำเลยเอง ก็ยื่นคำฟ้องแย้งต่อศาลแพ่งเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้ รับวินิจฉัยจากศาลฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งหมดจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้งหรือไม่ และจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันอีกหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 93 แผ่นที่ 2-3)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน25,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินนั้นนับแต่ วันฟ้อง (24 มิถุนายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาค้ำประกันของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางแค ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 คืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ให้โจทก์ชำระเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 15,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลแพ่งไม่มี อำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกานั้น เห็นว่า ศาลแพ่งมีหรือไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีนี้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 14(5) บัญญัติว่า ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ใน เขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ศาลแพ่งธนบุรีศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรีแต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้น นอกเขตศาลแพ่งและศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือ ศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ คดีนี้ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา อีก ส่วนปัญหาว่าศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยนั้น เป็นปัญหาโต้แย้งดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 984/2537บริษัทธรรมมาสเตอร์ จำกัดโจทก์มหาวิทยาลัยมหิดล กับพวกจำเลยมหาวิทยาลัยมหิดล จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248, ม. 249ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1ในส่วนขอเรียกเบี้ยปรับเพิ่มเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน200,000 บาท ไม่มีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองหรืออนุญาตให้ฎีกาได้คดีจึง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก สำหรับฎีกาในเรื่องเขตอำนาจศาลและคำขอ เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่าจำเลยเอง ก็ยื่นคำฟ้องแย้งต่อศาลแพ่งเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า

ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้ รับวินิจฉัยจากศาลฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งหมดจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้งหรือไม่ และจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันอีกหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 93 แผ่นที่ 2-3)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน25,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินนั้นนับแต่ วันฟ้อง (24 มิถุนายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาค้ำประกันของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางแค ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 คืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ให้โจทก์ชำระเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 15,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลแพ่งไม่มี อำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกานั้น เห็นว่า ศาลแพ่งมีหรือไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีนี้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 14(5) บัญญัติว่า ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ใน เขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ศาลแพ่งธนบุรีศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรีแต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้น

นอกเขตศาลแพ่งและศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือ ศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ คดีนี้ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา อีก ส่วนปัญหาว่าศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยนั้น เป็นปัญหาโต้แย้งดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2555

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2552

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้