Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2537 (ref. 58663)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1ในส่วนขอเรียกเบี้ยปรับเพิ่มเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน200,000 บาท ไม่มีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองหรืออนุญาตให้ฎีกาได้คดีจึง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก สำหรับฎีกาในเรื่องเขตอำนาจศาลและคำขอ เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่าจำเลยเอง ก็ยื่นคำฟ้องแย้งต่อศาลแพ่งเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้ รับวินิจฉัยจากศาลฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งหมดจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้งหรือไม่ และจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันอีกหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 93 แผ่นที่ 2-3)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน25,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินนั้นนับแต่ วันฟ้อง (24 มิถุนายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาค้ำประกันของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางแค ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 คืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ให้โจทก์ชำระเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 15,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลแพ่งไม่มี อำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกานั้น เห็นว่า ศาลแพ่งมีหรือไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีนี้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 14(5) บัญญัติว่า ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ใน เขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ศาลแพ่งธนบุรีศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรีแต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้น นอกเขตศาลแพ่งและศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือ ศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ คดีนี้ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา อีก ส่วนปัญหาว่าศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยนั้น เป็นปัญหาโต้แย้งดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 984/2537บริษัทธรรมมาสเตอร์ จำกัดโจทก์มหาวิทยาลัยมหิดล กับพวกจำเลยมหาวิทยาลัยมหิดล จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248, ม. 249ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1ในส่วนขอเรียกเบี้ยปรับเพิ่มเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน200,000 บาท ไม่มีผู้พิพากษาหรือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองหรืออนุญาตให้ฎีกาได้คดีจึง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก สำหรับฎีกาในเรื่องเขตอำนาจศาลและคำขอ เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่าจำเลยเอง ก็ยื่นคำฟ้องแย้งต่อศาลแพ่งเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่า

ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้ รับวินิจฉัยจากศาลฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งหมดจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้งหรือไม่ และจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันอีกหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 93 แผ่นที่ 2-3)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน25,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินนั้นนับแต่ วันฟ้อง (24 มิถุนายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาค้ำประกันของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางแค ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 คืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ให้โจทก์ชำระเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 15,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลแพ่งไม่มี อำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกานั้น เห็นว่า ศาลแพ่งมีหรือไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีนี้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 14(5) บัญญัติว่า ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องที่ที่อยู่ใน เขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ศาลแพ่งธนบุรีศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรีแต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้น

นอกเขตศาลแพ่งและศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือ ศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ คดีนี้ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา อีก ส่วนปัญหาว่าศาลควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จะได้รับเบี้ยปรับรายวันด้วยนั้น เป็นปัญหาโต้แย้งดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

Supreme Court Judgment No. 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

Supreme Court Judgment No. 4642/2555

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อ…

Supreme Court Judgment No. 3554/2552

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล…

Supreme Court Judgment No. 38/2549

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคา 32,500 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินสินสอดจำนวน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up