Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 59961)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าแม้ฎีกาข้อ 2.1 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงไม่รับ ส่วนฎีกาข้ออื่นเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทุกข้อกล่าวคือในข้อ 2.1 โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ทราบประกาศของทางราชการที่กำหนดให้ไม้มะค่าโมงเป็นไม้หวงห้ามและให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัดซึ่งปิดไว้ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนันและในที่สาธารณะท้องที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศดังกล่าวก็มิใช่กฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรง สำหรับฎีกาข้อ 2.2 ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ จึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7,47,48,73,74,74 จัตวา,75 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1อายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งให้จำคุก 6 เดือนส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพชั้นจับกุมสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด4 เดือน และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1ไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 77) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 78) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ข้อ 2.1ที่ฎีกาว่าตามท้องสำนวนโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงการปิดประกาศคำสั่งกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ของทางราชการโจทก์จึงสืบไม่สมฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารให้ปรากฏแล้วในท้องสำนวน และศาลล่างทั้งสองศาลก็ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้าทราบแล้วว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้จึงเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ก็เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นกันจึงเป็นฎีกาต้องห้ามที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2216/2532พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกโจทก์นายสมบัติ วงษ์สง่า กับพวกจำเลยนายทองหนัก โสประดิษฐ ที่ 2ผู้ยื่นคำร้องนายจำรัส เกตุแก้ว ที่ 3 นายสุนทร คำจำปา ที่ 4ผู้ยื่นคำร้องนายถวิล พลธิมา ที่ 5 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 195, ม. 219, ม. 224, ม. 225ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าแม้ฎีกาข้อ 2.1 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 จึงไม่รับ ส่วนฎีกาข้ออื่นเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ

จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทุกข้อกล่าวคือในข้อ 2.1 โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ทราบประกาศของทางราชการที่กำหนดให้ไม้มะค่าโมงเป็นไม้หวงห้ามและให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัดซึ่งปิดไว้ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนันและในที่สาธารณะท้องที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศดังกล่าวก็มิใช่กฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรง สำหรับฎีกาข้อ 2.2 ปัญหาว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ จึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7,47,48,73,74,74 จัตวา,75 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1อายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งให้จำคุก 6 เดือนส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพชั้นจับกุมสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด4 เดือน และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 8 เดือน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1ไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 77) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 78) คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ข้อ 2.1ที่ฎีกาว่าตามท้องสำนวนโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงการปิดประกาศคำสั่งกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ของทางราชการโจทก์จึงสืบไม่สมฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารให้ปรากฏแล้วในท้องสำนวน และศาลล่างทั้งสองศาลก็ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้าทราบแล้วว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้จึงเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ก็เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นกันจึงเป็นฎีกาต้องห้ามที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · อุระ หวังอ้อมกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2548

ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นจำคุก 6 เดือนไม่รอการลงโทษเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57067)

ความว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่รับฎีกาจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 60002)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ระบุวรรค เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาข้อ ข. และ ค. ส่วนฎีกาตามข้อ ก. แม้จะอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 60017)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยข้อ 1ที่ว่าไม่อาจนำมาตรา 70 มาปรับใช้กับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้