Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6077/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ด้วยหวังว่าจะได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ตลอดไปการที่โจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคือค่าก่อสร้างและตกแต่งสถานที่ค่าเช่าที่จำเลยเสียให้โจทก์ไปเพื่อหวังจะทำการค้าแต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยและทำการพิจารณาอนุมัติล่าช้าคิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น43,690บาทซึ่งเป็นค่าเช่า2ปีที่โจทก์รับล่วงหน้าจากจำเลยรวมทั้งค่าเสียหายที่ไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ชื่อร้านชูจันทร์ในสถานที่เดิมได้ดังนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อแต่จำเลยอ้างว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขจะบังคับได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาขับไล่จำเลยแล้วจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2529 จำเลยได้เช่าที่ดินของโจทก์ใกล้บ้านพักพนักงานรถไฟสถานีสามเสน แขวงสามเสนในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 266.90 ตารางเมตร เพื่อนำมาจัดวางพันธุ์ไม้ประดับจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ต่อมาจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขออนุญาตสร้างเพิงกันแดด กันฝนชั่วคราวสามารถเคลื่อนย้ายและรื้อถอนได้ง่ายและขอตั้งโต๊ะรับประทานอาหารบนพื้นที่เช่า โจทก์อนุญาต โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณดังกล่าวใหม่ ตามสัญญาเช่าลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์2532 กำหนดการเช่า 1 ปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2531 ถึงวันที่21 กันยายน 2532 ค่าเช่าปีละ 26,690 บาท กำหนดให้จำเลยต้องยื่นแผนผังที่จะปลูกสร้างสิ่งใดลงบนที่เช่า เพื่อให้โจทก์อนุมัติก่อนจึงจะลงมือสร้างได้

ถ้าจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดยอมให้โจทก์ปรับเท่ากับค่าเช่า 1 ปี และให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันที เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2532 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารลักษณะมั่นคงแข็งแรง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรื้อถอนได้ง่าย ทั้งจำเลยมิได้ยื่นแผนผังที่จะปลูกสร้างดังกล่าว เพื่อให้โจทก์อนุมัติก่อนตามสัญญา โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และให้จำเลยยื่นแผนผังเพื่อขออนุมัติจากโจทก์ก่อนจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยนำค่าปรับจำนวน 26,690 บาท มาชำระแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระโจทก์บอกเลิกการเช่าและให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่านับแต่วันที่22 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 รวมเวลา 3 ปี5 เดือน เป็นเงิน 115,660 บาท และค่าปรับอีก 26,690 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 142,350 บาท

ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 142,350 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายต่อไปปีละ26,690 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยรับว่าเช่าที่ดินจากโจทก์ตามฟ้องจริง แต่ไม่เคยผิดสัญญา จนถึงปี 2531 จำเลยมีหนังสือขออนุญาตก่อสร้างอาคารและจัดตั้งโต๊ะอาหาร หลังจากนั้นโจทก์อนุญาตและได้อนุญาตเพิ่มเติมใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2531 การขออนุญาตของจำเลยและโจทก์ได้อนุญาตตามขอเป็นเรื่องที่เป็นไปตามสัญญาเช่าปี 2531ไม่เกี่ยวกับสัญญาเช่าปี 2532 จำเลยก่อสร้างอาคารไปตามที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

สามารถรื้อถอนได้ง่ายและไม่จำต้องทำแบบหรือแผนผัง จำเลยจึงไม่ต้องส่งแผนผังให้โจทก์ก่อนโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาก่อสร้างอาคาร 2 ชั้นจึงไม่เป็นความจริงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าปรับโจทก์ก็คิดไม่ถูกต้องสัญญาเช่าปี 2532 ครบกำหนดการเช่าแล้ว โจทก์มาบอกเลิกการเช่าในปี 2534 จึงเป็นการบอกเลิกที่ไม่ชอบ ทั้งผู้ที่บอกเลิกสัญญามิใช่เป็นคู่สัญญาจึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เพราะจำเลยมิได้ผิดสัญญาตรงกันข้ามจำเลยทำสัญญากับโจทก์ก็ด้วยความคาดหวังว่าจะได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ตลอดไป การที่โจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อไปนั้นเป็นการผิดสัญญาและทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคือสิ้นค่าก่อสร้างและค่าตบแต่งสถานที่เพื่อทำร้านค้าขายอาการตามที่โจทก์อนุญาตเป็นจำนวนเงิน1,000,000 บาท

ค่าเสียหายที่จำเลยต้องเสียค่าเช่าแก่โจทก์เพื่อหวังจะทำการค้าแต่ทำไม่ได้และที่โจทก์อนุญาตล่าช้าและยังฟ้องจำเลยเป็นจำนวน 43,690 บาท และค่าเสียหายที่ไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ชื่อร้ายชูจันทร์ในสถานที่เช่าเพราะถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,043,690 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน 2,043,690 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย แต่ไม่รับฟ้องแย้งจำเลยอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้งไว้พิจารณาโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์รับสำเนาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์พ้นกำหนด15 วันจึงไม่รับคำแก้อุทธรณ์ แต่รับไว้เป็นคำแถลงการณ์โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนดขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ด้วยหวังว่าจะได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ตลอดไป

การที่โจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคือ 1. ค่าก่อสร้างและตกแต่งสถานที่ 2. ค่าเช่าที่จำเลยเสียให้โจทก์ไปเพื่อหวังจะทำการค้าแต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยและทำการพิจารณาอนุมัติล่าช้าคิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 43,690 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่า 2 ปีที่โจทก์รับล่วงหน้าจากจำเลย 3. ค่าเสียหายที่ไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ชื่อร้านชูจันทร์ในสถานที่เดิมได้ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยฟ้องแจ้งเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าต่อแต่จำเลยอ้างว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จะบังคับได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาขับไล่>จำเลยแล้ว จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพล สัตยาอภิธาน · ไพศาล รางชางกูร · อร่าม หุตางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2567

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 7 โฉนด เนื่องจากจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินตามสัญญาแปลงหนึ่งว่าไม่ได้อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยยังมีคดีพิพาทกับเจ้าของที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้